กลับจากฮ่องกงแล้วครับ มาต่อจากสัปดาห์ที่แล้วกันเลย ( http://srpgg.exteen.com/20080403/hokkaido-march-2008-part-1 )

สำหรับที่ไปฮอกไกโดรอบนี้ถ้านับเฉพาะวันที่อยู่ที่นั่นจริงๆไม่รวมวันเดินทางก็แค่ 11 วันครับ (.........เพราะเดี๋ยวเดือนหน้าที่บ้านจะไปนิวซีแลนด์กันต่ออีกประมาณ 10 วัน OTL แต่ผมไม่ไปละ ขี้เกียจ+อาจจะไม่ว่าง เลยขออยู่บ้านคนเดียวดีกว่า) เป้าหมายที่ไปในครั้งนี้ก็อย่างที่บอกไปใน entry ก่อน ก็คือ เที่ยว เล่นสกี กิน กิน กิน.....

ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงกลางเดือน มี.ค. ซึ่งถือว่าเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วครับ อากาศเย็นกำลังดี ไม่หนาวมาก(เรอะ) อุณหภูมิที่ผมเห็นส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 0 - 8  ํC ขึ้นลงตามสถานที่และเวลา อุณหภูมิต่ำสุดที่ผมเห็นคือ -3  ํC ที่ลานสกีตอนกลางคืนประมาณ 2 ทุ่ม หิมะตก(ดึกๆจะต่ำกว่า -3 รึเปล่าก็ไม่รู้) ส่วนสูงสุดก็ 10 กว่าๆ  ํC กลางแดดบนถนนตอนเที่ยง


ภาพถ่ายจากบนเครื่องบิน จะเห็นได้ว่าหิมะหายไปเยอะแล้ว

วันที่ 1 จากสนามบิน Shin-Chitose ไป Obihiro

 

วันแรกไม่มีอะไรมากครับ พอออกจากสนามบินก็ไปเอารถเช่าที่จองไว้ แล้วก็ไป Obihiro เลย ระหว่างทางก็มีแค่แวะกินอาหารเย็นที่ร้านราเม็งกับร้าน Seicomart (ร้านสะดวกซื้อที่เยอะที่สุดในฮอกไกโด) เปิดฉากทัวร์ไอติมตั้งแต่วันแรกเลย OTL (ขออนุญาตใช้คำว่าไอติมเถอะ ไอศกรีมไม่ค่อยชิน) พอดีพ่อชอบไอติมของญี่ปุ่นมากครับ (ผมก็ชอบนะ แต่ถ้ามีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน) กล่องนึงก็ประมาณ 500 เยน +/- 200 เยน แล้วแต่ยี่ห้อ ในกล่องก็มีประมาณ 6 - 12 แท่ง เมื่อก่อนเวลามาที่ญี่ปุ่นแล้วหลงทางก็จะแวะถามทางที่ร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย แล้วทุกครั้งพอถามเสร็จ พ่อก็จะซื้อไอติมมาแบ่งกันกิน ถึงตอนนี้มี GPS ไม่หลงแล้วแต่ก็จะแวะเอง เหอๆ กินกันวันนึงประมาณคนละ 2 - 6 แท่ง ต้องได้กินทุกวันที่นั่งรถ

พอไปถึง Obihiro ก็เข้าโรงแรมเลย เจอพนักงานโรงแรมเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ มาขนกระเป๋าให้.............เห็นแล้วสงสารครับ คือปกติถ้ากระเป๋าไม่กีใบก็คงไม่เป็นไร แต่นี่กระเป๋าเดินทางใหญ่ๆหนักๆ 10 กว่าใบ ถึงจะใช้รถเข็นก็ไม่ใช่ง่ายๆ (จะช่วยเข็นเค้าก็ไม่ยอมด้วยนะ) ผมเลยไม่กล้าวางกระเป๋าที่ถืออยู่เลย กลัวเค้าเอาขึ้นรถเข็นอีกใบ .......เกรงใจ ถือเองก็ได้ แล้วที่ข้องใจก็คือไม่ใช่แค่ที่นี่ที่เดียวครับ รอบนี้ผมอยู่ 5 โรงแรม คนขนกระเป๋าเป็นหญิงล้วน 3 โรงแรม อีก 2 โรงแรมถึงจะมีผู้หญิงกับผู้ชาย .........ทำไมเค้าใช้แรงงานผู้หญิงได้ดีจริงๆ

สำหรับ Obihiro ก็เป็นเมืองใหญ่ของฮอกไกโดเมืองนึงครับ แต่ผมมาถึงก็มืดแล้วเลยไม่ได้ทำอะไร มานอนอย่างเดียว

Seicomart ตอนอยู่ที่นั่นก็แปลกใจว่าทำไมเจอ Seicomart บ่อยมาก เพราะปกติต้องเจอแต่ร้านสะดวกซื้ออันดับ 1 กับ 2 ของญี่ปุ่น คือ 7 Eleven กับ Lawson แต่พอกลับมาลองหาข้อมูลดูเลยรู้สาเหตุครับ

7 Eleven Japan
มีทั้งหมด 12,006 ร้าน อยู่ในฮอกไกโด 815 ร้าน (as of March 31, 2008)

Lawson
มีทั้งหมด 8,564 ร้าน อยู่ในฮอกไกโด 500 ร้าน (as of February 28, 2007 .....ทำไมข้อมูลไม่อัพเดทเลย)

Seicomart
มีทั้งหมด 1,032 ร้าน อยู่ในฮอกไกโด 929 ร้าน (as of February 29, 2008)

วันที่ 2 จาก Obihiro ไป Kushiro

ตอนเช้าออกจากโรงแรม ระหว่างทางมีแวะไปดูหงส์ที่อพยพหนีหนาวมาจากไซบีเรียที่ Tokachigawa ซึ่งอยู่ติดกับ Obihiro เลย


ข้างทางพื้นเป็นสีเขียวแล้ว แต่ต้นไม้ยังขาวอยู่


ต้นไม้ข้างทางถ้าไม่เป็นสีขาวก็ไม่มีใบไปเลย
ส่วนเสาที่มีลูกศรชี้เอาไว้ใช้บอกทางตอนหิมะท่วมถนนมองไม่เห็นพื้น


สายแล้วแต่ดอกไม้ยังมีน้ำแข็งเกาะอยู่เลย


ดูหงส์อพยพที่ Tokachigawa


ดูสะพาน (.....เพื่อ ?)

หลังจากนั้นก็ตรงไปที่ Kushiro เมืองติดทะเลที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในฮอกไกโดตะวันออก ไปถึงก็เที่ยงแล้ว ได้เวลาอาหารพอดี และเนื่องจากเป็นเมืองติดทะเล พูดถึงอาหารก็ต้องเป็นอาหารจากทะเลเท่านั้น


กินอาหารในตลาดปลา Washo ที่เปิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
เลือกได้ว่าจะซื้อจากร้านขายปลา หรือกินในร้านที่ทำเป็นร้านอาหารในตลาดเลย


Hoya(ホヤ) ชื่อภาษาอังกฤษคือ Ascidians ภาษาไทยเรียกอะไรก็ไม่รู้


หอยเชลส์


พ่อเอามากินก่อนอาหารในร้านจะมา


อาหารญี่ปุ่นที่แท้จริงมื้อแรก สดจากทะเล
โปรดสังเกตมุมขวาบน หอยเชลส์เมื่อกี้จะหมดแล้ว

หลังจากกินเสร็จว่างๆก็แวะไปดู Kushiro City Marsh Observatory (.......ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่าอะไร ศูนย์ดูบึงเมือง Kushiro ? ไม่น่าใช่ เหอะๆ) ข้างในเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์แสดงธรรมชาติของป่าแถวนั้น(เรียกว่าป่าพรุน่าจะได้)ว่ามีพืชอะไร สัตว์อะไร แต่ละฤดูเป็นยังไง เสร็จแล้วก็ไปดูศูนย์เลี้ยงนกกระเรียนต่อ ดูเสร็จก็กลับไปกินอาหารแถวโรงแรม แล้วก็ไปเดินเล่นริมทะเลยามค่ำคืน(ก็แค่เดินกลับโรงแรม เหอะๆ)


Tancho(タンチョウ) นกกระเรียนญี่ปุ่น หรือ นกกระเรียนมงกุฎแดง(Red-crowned Crane)
ว่ากันว่าเป็นนกกระเรียนหายากอันดับ 2 ของโลกรองจาก Whooping Crane ในอเมริกา


นกกระเรียนญี่ปุ่นช่วงหนึ่งถูกล่าเยอะมากจนคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว
แต่ต่อมาได้มีพบว่ายังมีเหลืออยู่จึงได้อนุรักษ์จนถึงปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 ตัว 


ริมทะเลแต่ไม่มีหาดทราย มีแต่ท่าเรือทั้งนั้น


วันแรกและวันเดียวที่ได้เดินในเมืองตอนกลางคืน เพราะที่เหลือไม่ได้อยู่ในเมืองแล้ว

ตอนที่ 2 จบครับ ตัดจบมันแค่ 2 วันนี่แหละ ที่เหลืออีก 9 วันติดไว้ก่อน เพราะเริ่มลืมแล้วว่าแต่ละวันไปทำอะไรบ้าง คงต้องค่อยๆเรียบเรียงความจำใหม่ ตอนนี้ไปดูตอนพิเศษ ฮ่องกง - เมาเก๊า ที่พึ่งไปมาเมื่อสัปดาห์ก่อนละกันครับ (ต้องรีบลง เดี๋ยวจะลืมอีก เหอะๆ)


สำหรับที่ไปฮ่องกงครั้งนี้ไม่ค่อยได้ทำอะไรซักเท่าไหร่ครับ เพราะไปแค่ 3 วัน แค่เวลาเดินทางรวมกันก็หมดไปเป็นวันแล้ว จริงๆที่ไปนี่ก็ไม่ได้ตั้งใจวางแผนไปกันหรอกครับ(วางแผนแค่ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์) แต่พอดีมีเหตุบังเอิญได้ตั๋วฟรีมา 2 ที่ พ่อเห็นว่าไหนๆจะไปแล้วก็ไปกันให้หมดบ้านเหมือนเดิม ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดจะไปเหมือนกันครับ แต่คิดไปคิดมา ไม่ได้ไปมาเกือบ 20 ปีแล้ว ไปซักหน่อยก็ได้ (แค่ 3 วัน ไม่ต้องเก็บกระเป๋ามาก เหอๆ)

วันที่ 1 อยู่แต่ในฮ่องกง

ออกจากสนามบิน Chek Lap Kok สนามบินใหม่ของฮ่องกง(จริงๆก็ไม่ใหม่แล้วมั้ง เปิดตั้งแต่ปี 1998 แต่พอดีผมมาตอนที่ยังใช้สนามบิน Kai Tak อยู่เลยถือว่าใหม่ละกัน เหอะๆ) ก็นั่งรถวนดูเมืองตามจุดต่างๆ แล้วก็กินอาหารเย็น เสร็จแล้วเดินเที่ยวแถวโรงแรมได้ แต่เนื่องจากขี้เกียจเดิน เลยกลับเข้าโรงแรม นอนดู TV ช่อง NHK (อยู่ฮ่องกงดันดูช่องญี่ปุ่น เหอะๆ) จบ.......


เมืองในหมอกเหมือนฮอกไกโด.......แต่อากาศนี่คนละเรื่อง
ตอนอยู่ที่สนามบินอุณหภูมิ 29  ํC ไม่ได้ต่างจากไทยเลย OTL


เกาะเล็ก ต้องใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า บนเขาก็สร้างอาคารได้

วันที่ 2 ข้ามฟากไปมาเก๊า

วันนี้มีอะไรมากกว่าวันแรกนิดนึง ตื่นเช้ามืดขึ้นเรือไปมาเก๊า แล้วก็นั่งรถวนดูเมืองตามจุดต่างๆเหมือนเดิม

  
ภาพจากท่าเรือ เห็นสิ่งก่อสร้างเหมือนวัด แต่คิดว่าเป็น
สถานที่ที่ทำให้เหมือนวัด เพราด้านข้างมีภูเขา อันนี้ของปลอม ชัวร์


เจ้าแม่กวนอิมแบบตะวันตกเหมือนพระแม่มารี


ด้านหลังของภูเขาปลอมที่เห็นที่ท่าเรือ


นานๆทีเข้าวัดซะบ้าง .......แต่จำชื่อวัดไม่ได้แล้ว เหอะๆ


ธูปรูปร่างพิลึก ขดเป็นรูปกรวยแล้วแขวนไว้บนเพดานเวลาเดินผ่านต้องระวังหัวให้ดี


Ruins of St. Paul's สัญลักษณ์ของมาเก๊าที่ UNESCO จัดให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2005


ซากที่เหลืออยู่คือประตูโบสถ์ อายุ 400 กว่าปีแล้ว
ส่วนตัวโบสถ์โดนไฟไหม้พังไป 100 กว่าปีแล้วเหมือนกัน

สำหรับวันนี้สิ่งที่ต่างจากวันแรกคือช่วงบ่ายครับ เวลาที่ผมรอคอยมานานกว่า 10 ปีในที่สุดก็มาถึงนั่นก็คือ คาสิโน หรือ บ่อน นั่นเอง เหอๆ

ที่จริงผมก็ไม่ได้เป็นพวกชอบการพนันอะไรหรอกครับ แต่มันเป็นความแค้นส่วนตัวของผมเอง

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ล้วนรู้ว่าการเล่นการพนันเป็นสิ่งไม่ดี แต่ทั้งๆที่รู้ คนบางคนก็ไม่อาจหักห้ามความต้องการเล่นการพนันของตนเองได้ แต่จะเล่นยังไงในเมื่อการพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มันก็มีวิธีเดียวคือแอบเล่น และเนื่องจากรัฐบาลบางประเทศได้เล็งเห็นรายได้จากกิจกรรมบาปเหล่านี้ก็เลยเปลี่ยนเป็นอนุญาตให้เล่นการพนันได้โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งกฎหมายของแต่ละที่ก็จะแตกต่างกันไป แต่มีกฎสำคัญอยู่ข้อนึงที่ไม่ว่ากี่ประเทศก็เหมือนกันหมดนั่นคือ ห้ามเด็กเข้า.........โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม ทำไมอะ ผู้ใหญ่เข้าได้แต่เด็กเข้าไม่ได้ ผมอยากเล่นแบล็คแจ๊ค อยากเล่นสล็อตแมชชีน มาห้ามผมทำไม (กฎหมายห้ามอย่างเดียวนะ พ่อแม่ไม่เคยห้าม :P )

เมื่อก่อนเวลาผมไปเที่ยวที่ที่มีคาสิโน ไม่ว่าจะเป็นที่มาเก๊าเอง หรือที่ลาสเวกัส กับที่รีโน ในอเมริกา หรือแม้กระทั่งร้านปาจิงโกะธรรมดาๆที่ญี่ปุ่น ผมจะต้องถูกทิ้งอยู่ข้างนอกเสมอ ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นกฎหมาย ถึงแม้ว่าบางที่จะมีที่สำหรับเด็ก ให้ไปเล่นเกม ถ้าชนะจะได้ตุ๊กตาเป็นรางวัล แต่มันก็เหมือนกับงานวัดที่ทำให้ดูหรูๆแค่นั้นเอง ไหนล่ะแบล็คแจ็ค ไหนล่ะสล็อตแมชชีน อยู่ข้างหน้าผมแล้วไง .........แต่เด็กเข้าไม่ได้ (จะไปเล่นเองข้างนอกมันก็ไม่ได้บรรยากาศแบบบ่อนนะครับ หุๆ)

ตั้งแต่นั้นมาผมก็เลยมีความฝัน(.....เรอะ)ว่า ซักวันผมจะต้องเข้าบ่อนให้ได้

จบ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เป็นเด็กไปคาสิโนได้ แต่เข้าไม่ได้นะครับ

ออกทะเลไปเยอะแล้ว กลับมาที่มาเก๊าต่อ :P

คาสิโนที่ไปครั้งนี้คือ The Venetian โรงแรมคาสิโนใหม่ล่าสุดที่พึ่งเปิดเมื่อสิงหาคมปีที่แล้วนี่เอง ที่นี่มีพื้นที่ทั้งหมด 980,000 ตารางเมตร ถือว่าเป็นอาคารที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ภายในโรงแรมนอกจากคาสิโนแล้วก็ยังมีร้านค้าแบรนด์เนมสำหรับนักช๊อปอีก (ประมาณว่าให้ผู้ชายเข้าบ่อน ผู้หญิงไปช๊อป) แล้วสิ่งที่เป็นจุดขายของที่นี่ก็คือเมืองเวนิสจำลองครับ

เวนิส เมืองแห่งสายน้ำ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลีที่เมื่อใครไปจะต้องไปนั่งเรือกอนโดลาชมเมือง The Venetian ก็คงเป็นชื่อมาจากเวนิสนั่นแหละ โดยที่นี่ลงทุนสร้างคลองจำลองแล้วก็เอาเรือกอนโดลามาให้คนนั่งเล่น ส่วนคนพายจะเป็นฝรั่งทั้งหมด(ไม่รู้เป็นคนอิตาลีรึเปล่า) แล้วเวลาพายก็จะร้องเพลงไปด้วยเหมือนกับที่เวนิสของจริงเลย


เมืองเวนิสจำลอง ตัวอาคารที่เห็นคือผนังตกแต่งให้เหมือนอาคาร


พื้นที่บางส่วนไม่ใช่ผนังธรรมดา แต่ทำให้เหมือนเป็นร้านอาหารริมคลอง


นักท่องเที่ยวมานั่งเล่นกันมากมาย รอแถวเป็นคิวยาว แต่ไม่ฟรี+เวลามีน้อย เลยไม่นั่ง


เพดานทำเป็นท้องฟ้า ผนังทำเป็นอาคาร ห้องทำเป็นร้าน

หลังจากเดินดูเวนิสประมาณครึ่งชั่วโมงก็ต้องเลิกครับ เพราะมีเวลาอยู่แค่ชั่วโมงเดียว เวลาที่เหลือต้องเข้าบ่อน :P

ข้างในมีเกมการพนันหลายอย่างครับ แต่ผมเล่นไม่เป็นซักอย่าง ที่พอจะเป็นก็มีแค่รูเล็ต แบล็คแจ๊ค สล็อตแมชชีน แล้วเวลาเหลือนิดเดียวก็เลยเลือกเล่นสล็อตแมชชีน แลกเงินมา 100 เหรียญฮ่องกง ได้เป็นเหรียญสำหรับหยอดเครื่องมาเหรียญนึง(เครื่องสมัยนี้ไม่เหมือนเดิมที่ใช้เหรียญจริงหยอดแล้ว เป็นระบบดิจิตอลหมด ไม่ได้ยินเสียงเหรียญกระทบกันแล้วไม่ได้อารมณ์เลย) กะเล่นแบบขำๆ ยอมทิ้ง 100 เหรียญไปแล้ว เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางกำไรแน่ๆ แต่ปรากฏว่าเครื่องมันให้เล่นได้ต่ำสุดครั้งละ 20 เซนต์ หมายความว่าถ้าเล่นแบบต่ำสุดนี้เสียไปเรื่อยๆก็จะต้องเล่น 500 ครั้ง....... จะเล่นทีละเยอะๆก็เสียดาย ก็เลยเล่นให้เสียไป 20 เหรียญ แล้วก็เลิก(มีได้ทีนึงด้วยนะ แต่หลังจากนั้นก็เสียต่อ นี่แหละการพนัน เหอะๆ) กดปุ่มได้เป็นบัตรเอาไปแลกเงินคืน ก็คิดซะว่าเป็นค่าน้ำ(ในนั้นมีบริการเสิร์ฟน้ำฟรีครับ กินกับน้องรวมกัน 4 แก้ว เหอๆ) เล่นเสร็จแล้วก็ถึงเวลากลับฮ่องกง


ภาพก่อนเข้าเขตคาสิโน ไม่รู้ข้างในห้ามถ่ายรูปรึเปล่า เลยไม่ได้ถ่าย กลัวไม่ได้กลับบ้าน


ด้านหน้าของ The Venetian อาคารที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก
ขนาดสนามบินสุวรรณภูมิยังอยู่แค่อันดับ 8 เอง เล็กกว่าบ่อนอีก

พอกลับไปถึงฮ่องกงก็ไปกินอาหารเย็น แล้วก็กลับโรงแรม ขี้เกียจเดินเที่ยวเหมือนเดิม เลยกลับห้องไปดูถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อาร์เซนอลเสมอลิเวอร์พูล(รู้สึกจะมีถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกครบทุกคู่ คู่ละ 2 ช่อง ช่องนึงภาษาอังกฤษ ช่องนึงภาษาจีน) แล้วก็นอน


บริเวณหมู่บ้านชาวประมง สถานที่กินอาหารเย็น


ร้านอยู่ในตลาด ระหว่างทางมีอาหารสดขายแบบตัวเป็นๆ


กองทัพหอย ขวาสุดคือหอยงวงช้าง 1 ใน 5 ราชาอาหารญี่ปุ่น
และเป็น 1 ในอาหารเย็นมื้อนั้น เลือกได้ว่าจะกินแบบญี่ปุ่น(ดิบ) หรือจีน(ลวก)

วันที่ 3 เตรียมกลับบ้าน

วันสุดท้ายก็ไม่มีอะไรมากอีกแล้วครับ ตื่นมากินอาหารในโรงแรมเป็นบุฟเฟต์ ไปเดินถนนนาธานได้ชั่วโมงนึงก็ต้องกลับโรงแรม เพราะพ่อมีนัดคุยงาน(มาเที่ยวยังอุตส่าห์นัดคุยงาน เหอะๆ) แล้วก็กินไปด้วยคุยงานไปด้วย เสร็จแล้วก็ได้ไปเดินต่ออีกประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงเวลากลับบ้าน


ระหว่างทางไปสนามบิน


รู้สึกว่ารูปน้อยเลยเริ่มถ่ายมั่ว

จบครับ ฮ่องกง - เมาเก๊า สั้นๆจบได้ใน 1 entry .......เหลือแต่ฮอกไกโด ไม่รู้ว่าจะต้องใช้อีกกี่ entry เหอๆ (จะพยายามทำให้จบภายในเดือนนี้)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อยากไป Hokkaido อ่ะ ยังไม่เคยไปเลยHot!

#1 By Oakuma~* on 2008-04-11 00:34

ที่บ้านช่วงหน้าร้อนชอบซื้อไอติมมาตุนไว้ confused smile

เคยดูรายการอะไรจำไม่ได้พาชม The Venetian
เห็นแล้วน่าไปมากๆ ((แต่ไม่ได้อยากไปเพราะคาสิโนนะคะ ฮ่าๆๆ))
เดิมทีก็ชอบเมืองเวนิสอยู่แล้ว *w*

entry นี้รูปอาหารทะเลเยอะจริงๆ
เห็นแล้วอยากกินขึ้นมาทันที

#2 By ~ Reinz ~ on 2008-04-11 04:05

บรรยากาศสถานที่ในภาพดูเย็นๆ กำลังสบายเลยนะคะ

มันช่างต่างกะบรรยากาศประเทศไทยตอนนี้เลย เฮอๆ ร้อนอ่า...

ใกล้สงกรานต์แล้วพี่วางแผนเที่ยวไหนหรือยังคะ อิอิ big smile

#3 By *~ แม่มด ~* on 2008-04-11 14:02

เวนิสจำลอง อยากไปมั่กๆ confused smile ของจริงก็อยากไปค่ะ สวยไปคนละแบบ

#4 By \ MEIJI / on 2008-04-11 14:16

โอ๊ยยยยยยยยยยยยยย

หนูอยากไปเที่ยวบ้างงงงงงงง


เอ้อ เราก็เคยไปต่างประเทศนะ ไกลสุดๆ เขมร



อย่าว่างั้นงี้เลย
ต่างจังหวัด ยังไปนับครั้งได้ 55
ไม่เป็นไร

ภึงน้อยนิด แต่ก็มีค่า เหลือเกิน ^^
(ตกลงมันเสียใจ หรือดีใจ ?? แป่วว)

#5 By VaNneSSa on 2008-04-11 22:25

อิจฉา อยากเที่ยววววววววววววววว

#6 By @eltshan@ on 2008-04-11 23:02

สวัสดีปีใหม่ + สงกรานต์ค่ะ พี่srp

แม่มดมาสาดน้ำก่อนวันเพราะอาจจะไม่ว่าง แหะๆ

ก็ขอให้พี่ชายเล่นน้ำหนุกๆ (แต่อย่าเพลินจนเป็นหวัดนะคะ)

เดินทางไปไหนก็ระวังๆด้วยเน้อ สุขสันต์วันสงกรานต์จ้า

ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ดับร้อนแบบไทยๆ เย้

#7 By *~ แม่มด ~* on 2008-04-12 14:47

สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ ดอกมะลิ
/me แวะมาสาดน้ำ~ ขันน้ำ

#8 By ~ Reinz ~ on 2008-04-12 21:12

น่าอิจฉาแฮะ อยากไปฮอกไกโดมั่งอ่า
ขนาดเริ่มเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วน้ะ อากาศยังเย็นอยู่เรย
ได้เที่ยวเองด้วย ดีจังๆ
ธูปแปลกดีแฮะwink
อาหารน่ากินมั่กเรย หุหุ อยากกินซูชิใหญ่ๆแบบนั้นมั่ง

ปล.ขอบคุนนะคะที่ไปเยี่ยมบล็อกbig smile

#9 By [B]*bEttY* on 2008-04-12 21:42

เวนิส O_O!!!!!!!!!!!!

อยากไป!!

ว่าแต่ ไปฮอกไกโดนี่ท่าทางคงหนาวสะท้านทรวงเลยนะ ถ้าไปตอนต้นปีเหมือนเรา... เพราะตอนนั้นเราไปแค่โตเกียว แล้วมันกำลังจะเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่กระนั้นก็ยังหนาว ลมเย็นโฮก.... ยิ่งวันไหนฝนตกนะแทบแย่ วันที่อุ่นอากาศจะอุณหภูมิ 16 องศา แต่วันที่หนาว.... 6-10 องศาเลยอ่ะ

ป.ล. สุขสันต์วันลอยกระทงตอนสงกรานต์!!

มาเล่นกันมะ มามะ มามะ!!
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ
ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ

#10 By Valentino on 2008-04-13 13:41

^
อย่าเลยครับ เกรงใจ sad smile

#11 By SRP on 2008-04-14 02:18

หนีไปเที่ยวเย็นคนเดียวนี่ ไม่ยอมๆๆๆๆๆๆขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ
โย่ว

สุขสันต์วันสงกรานต์คร่า

ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ดอกมะลิ ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ดอกมะลิ



ว่าแต่ ^ ข้างบน อะไรคือลอยกระทงวันสงกรานต์ ดูไม่น่าเกี่ยวกันนะ งง

#13 By VaNneSSa on 2008-04-14 18:42