Hokkaido - March 2008 (Part 5)
posted on 27 Apr 2008 00:34 by srpggPart สุดท้ายแล้วครับ จบได้ซะทีหลังจากยืดมา 2 รอบแล้ว เหอๆ
ต่อจากของเดิมครับ
Part 1 ( http://srpgg.exteen.com/20080403/hokkaido-march-2008-part-1 )
Part 2 ( http://srpgg.exteen.com/20080410/hokkaido-march-2008-part-2-hong-kong-macau-april-2008 )
Part 3 ( http://srpgg.exteen.com/20080413/hokkaido-march-2008-part-3 )
Part 4 ( http://srpgg.exteen.com/20080421/hokkaido-march-2008-part-4 )
วันที่ 6 จาก SounKyo ไปแวะ Asahikawa กับ Otaru แล้วไป Niseko
วันนี้เป็นวันที่จะได้เที่ยววันสุดท้ายครับ ตอนเช้าออกจาก SounKyo ไปที่ Asahiakawa เมืองใหญ่อันดับ 2 ของฮอกไกโดก่อน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Asahiakawa ก็คงจะเป็นสวนสัตว์ Asahiyama ซึ่งเป็นสวนสัตว์ที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นครับ แต่เนื่องจากเวลามีจำกัดก็เลยตัดสินใจที่จะไม่ไป เพราะสวนสัตว์ที่ไทยก็มี เอาเวลาไปดูอย่างอื่นที่ไทยไม่มีดีกว่า ก็เลยเลือกจะไปดูถ้ำน้ำแข็ง .........แต่ปรากฏว่ามันปิดอีกแล้ว ก็เลยไป Science Center แทน ข้างในก็ไม่มีอะไรมากครับ ส่วนใหญ่เหมือนจะให้เด็กเข้ามาเล่น(พร้อมเรียนรู้)มากกว่า ที่เด่นๆก็มีเครื่องจำลองสภาวะไร้ตัวตน.......ไม่ใช่ละ เครื่องจำลองสภาวะไร้น้ำหนัก ที่เป็นเหมือนวงแหวนแล้วเข้าไปนั่งตรงกลางให้มันหมุนๆเวียนหัวเล่น(อันนี้รู้สึกคุ้นๆ เหมือนจะเคยเห็นที่ไหน ไม่แน่ใจว่าในไทยรึเปล่า) แล้วก็เครื่องจำลองแรงโน้มถ่วงบนดวงจันทร์ เข้าไปนั่งบนเครื่องไฮดรอลิกแล้วลองถีบพื้นเบาๆเครื่องจะยกตัวเราขึ้นสูงแล้วค่อยๆลงเหมือนกระโดดบนดวงจันทร์ อันที่หรูที่สุดเป็นห้องจำลองฤดูร้อนของขั้วโลกใต้ อุณหภูมิ -40 ํC (.....ถ้าฤดูหนาวจะขนาดไหน) เข้าไปแล้วมีของให้ทดลองเล่น เช่น เอาผ้าชุบน้ำแกว่งเป็นวงกลมแป๊บนึงผ้าแข็งเป็นแท่ง หรือ เอาหลอดมาเป่าฟองสบู่พอตกถึงพื้นแล้วฟองสบู่ไม่แตก นอกนั้นก็มีท้องฟ้าจำลองกับหนัง 3 มิติ ที่ฟังไม่รูเรื่องทั้งคู่ เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด
ถ้ำน้ำแข็งปิดเพราะหิมะท่วม ?
Science Center .......ทำไมมีไอโบของ Sony ด้วย
พออยู่ที่ Science Center จนถึงบ่ายก็ไปซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้ออาหารง่ายๆกักตุนไว้เป็นอาหารกลางวันที่ Niseko อีก 4 วัน(สาเหตุเพราะจะไม่มีโปรแกรมกินอาหารกลางวัน เนื่องจากเสียเวลาเล่นสกี -_- ) แล้วเห็นว่าไหนๆก็มาแล้วก็ซื้ออาหารกลางวันไปกินบนรถเลย แต่พอซื้อเสร็จเกิดมีการเปลี่ยนใจกันก็เลยไปกินอาหารกลางวันที่ร้านราเม็ง ซูชิที่ซื้อมาเพื่อเป็นอาหารกลางวันก็เลยต้องเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของกินเล่นแทน OTL
อดีตว่าที่อาหารกลางวันกลายเป็นของกินเล่น
จากนั้นก็จะไปที่ Niseko เลย เพราะ GPS คำนวณเวลาไว้ว่าจะไปถึงประมาณ 2 ทุ่ม แต่ไปๆมาๆ แค่ 4 โมงกว่าก็ผ่าน Sapporo ไปถึง Otaru แล้ว (GPS คงคำนวณด้วยความเร็วปกติของคนญี่ปุ่นมั้ง คนไทยถ้าถนนโล่งก็เหยียบ 120+ เหอะๆ)
พ่อเห็นเวลาเหลือเยอะก็เลยแวะเข้า Otaru ไปเติมน้ำมัน(ทุกครั้งที่เติมน้ำมันที่ญี่ปุ่นไม่ว่าที่ไหนพนักงานจะต้องมาขัดกระจกให้ทุกที่เลย(ต้องใช้คำว่าขัด เพราะเค้าใช้ผ้าขัดแบบจริงจังมาก แล้วอย่างน้อยต้องขัดกระจกหน้ารถกับกระจกของประตูหน้ากับกระจกส่องด้านข้างทั้ง 2 ข้าง หรือบางที่ขัดให้รอบรถ ไม่เหมือนของไทย ฉีดน้ำยา เอาไม้ปาด 2-3 ที จบ -_- ) แถมพอเติมเสร็จจะออกพนักงานต้องมาโค้งให้ บางที่พนักงานหลายคนก็เข้าแถวหน้ากระดานแล้วก็โค้ง เหอะๆ) แล้วก็ขับรถเล่นวนดูเมืองเก่ากับคลอง ไม่ได้ลงจากรถ(ปีที่แล้วที่บ้านพึ่งมาเที่ยวแบบเต็มๆ) แล้วก็ไปแวะถนนสายซูชิ 2 ข้างทางมีแต่ร้านซูชิ เสียดายมากที่ไม่ได้กินเพราะยังอืดจากราเม็งที่พึ่งกินไปเมื่อตอนบ่ายกันอยู่(รู้งี้ยอมอดอาหารกลางวันแล้วมากินตรงนี้ดีกว่า) หลังจากวนอยู่ครึ่งชั่วโมงก็ออกจากเมืองไป Niseko
รถน้อย เหยียบเกิน 100 แล้วก็แซงไปเรื่อยๆ
Niseko เป็นเมืองเล็กๆที่มีคนอยู่นิดเดียวครับ แต่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสถานที่เล่นสกีที่ดีที่สุดในโลก(ไปมาตั้งนาน พึ่งรู้ปีนี้เอง) เพราะหิมะของที่นี่มีลักษณะเป็น Powder Snow คือเป็นหิมะที่มีลักษณะคล้ายแป้ง นุ่ม เบา ความชื้นน้อย เหมาะกับการเล่นสกีที่สุด
สำหรับสถานที่เล่นสกีที่มีชื่อเสียงที่สุดอยู่ที่ภูเขา Niseko Annupuri ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่เล่นสกี 3 ส่วนติดกัน คือ Niseko Annupuri, Niseko Higashiyama และ Niseko Grand Hirafu ตามภาพประกอบ
Niseko Grand Hirafu เป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะใหญ่ที่สุด และด้านล่างอยู่ติดเมืองทำให้มีโรงแรมเยอะ สิ่งอำนวยความสะดวกก็พร้อม
Niseko Higashiyama เป็นที่นิยมรองลงมา ที่นี่จะเงียบกว่า Grand Hirafu เพราะไม่มีเมือง ด้านล่างมีแต่โรงแรมที่เดียว
Niseko Annupuri เป็นที่นิยมนิยมน้อยที่สุด ด้วยเหตุผลเดิมคือเงียบ ไม่มีเมือง มีโรงแรมอยู่ 2 ที่ใกล้ๆกัน แต่ดันไปอยู่ตรงกลางระหว่างทางเล่นสกี หมายความว่าถ้าจะเล่นก็ต้องเล่นสกีลงจากโรงแรมเพื่อขึ้นสกีลิฟท์ไปบนเขา ถ้าจะเลิกเล่นก็ต้องหยุดกลางทางเพื่อเข้าโรงแรม ถ้าหยุดไม่อยู่ก็จะได้ลงไปขึ้นสกีลิฟท์เล่นต่ออีกรอบ ในขณะที่ Grand Hirafu กับ Higashiyama จะมีโรงแรมอยู่ด้านล่างติดสกีลิฟท์เลย เส้นทางเล่นสกีก็ไม่หลากหลายเท่า Grand Hirafu กับ Higashiyama แล้วก็มีลมแรงกว่า
สำหรับผมไปอยู่ที่ Niseko Higashiyama มาตั้งแต่อดีต ช่วงที่ผมไม่ได้ไปไหน 8 ปี ที่บ้านเคยมาสำรวจรอบนึงแล้วก็สรุปกันว่าเส้นทางของ Higashiyama ดีที่สุด ก็เลยอยู่ที่ Higashiyama มาตลอด
พอมาถึงที่ประมาณ 1 ทุ่มก่อนขึ้นเขาไปที่โรงแรมก็แวะไปกินอาหารเย็นก่อน พอเข้าร้านไปก็อึ้งเพราะเจอแต่ฝรั่งเต็มไปหมด ขนาดเมนูยังมีที่เป็นภาษาอังกฤษล้วนทั้งเล่มสำหรับนักท่องเที่ยว(ปกติในญี่ปุ่นถ้าไม่ใช่ร้านอาหารใหญ่ๆอย่าหวังว่าจะมีภาษาอังกฤษ) แต่ราคาก็สำหรับนักท่องเที่ยวเหมือนกัน ก็พอรู้ว่าที่นี่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเยอะโดยเฉพาะจากออสเตรเลีย แต่ก็ไม่นึกว่าจะเยอขนาดนี้ ผมกะจะมาเล่นสกีอย่างสงบ แต่เห็นแล้วแอบเครียด ล่าสุดที่นี่พึ่งติดอันดับ Top 10 สกีรีสอร์ทของ Association of Independent Tour Operators ของอังกฤษ หมายความว่าต่อไปจะต้องมีคนมาเที่ยวกันเยอะขึ้นอีกแหงๆ
พอกิน(ข้าวหน้าไข่ปลาแซลมอนอีกแล้ว :P)เสร็จก็ไปโรงแรม เจอเรื่องให้อึ้งอีกคือพนักงานโรงแรมเป็นคนญี่ปุ่น แต่พูดภาษาอังกฤษชัดสุดๆหลายคน ทั้งๆที่น้องบอกว่าปีที่แล้วเค้าต้องเรียกคนที่พูดภาษาอังกฤษพอได้มาคุยด้วย แล้วก็พูดไม่ค่อยชัด แสดงว่ากะจะเปลี่ยนให้เป็นโรงแรมสากลสำหรับชาวต่างชาติแน่ๆ ซึ่งก็ดีที่คุยกันรู้เรื่องง่ายขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับกฎใหม่ๆบางอย่างที่ทำให้ความเป็นญี่ปุ่นลดน้อยลง เช่น ห้ามใส่ชุดยูกาตะออกจากห้องนอน ซึ่งผมไม่เคยเจอกฎนี้ในโรงแรมที่มีออนเซน เพราะที่ไหนๆเค้าก็ใส่ชุดยูกาตะไปออนเซนกันทั้งนั้น (แต่ก็ยังเห็นคนญี่ปุ่นบางคนใส่อยู่นะ ไม่รู้ว่าทำด้วยความเคยชินตามปกติ ไม่เห็นกฎ หรือเห็นกฎแล้วแต่ไม่สน) แล้วที่สำคัญ Game Room ของผมหาย กลายเป็นร้านกาแฟไปแล้ว OTL (น้องบอกปีที่แล้วยังมีอยู่เลย แต่ก็ยังดีในร้านกาแฟมีเน็ตฟรีให้เข้าไปใช้ได้)
วันที่ 7 - 10 อยู่ที่ Niseko ตลอด
ได้เวลาเล่นสกีแล้วครับ เล่น 4 วัน 4 คืนรวด ตั้งแต่เช้ายันมืดเลย (ที่นี่มี Night Ski ตอนกลางคืนจะเปิดไฟสว่างตลอดทาง จะเปิดให้เล่นจนถึง 3 ทุ่ม)
สำหรับที่ฮอกไกโดนี้มีภูเขาที่มีชื่อเสียงอยู่หลายที่ครับ หนึ่งในนั้นก็คือภูเขาไฟ Yotei ที่มีชื่อเล่นว่า Ezo Fuji หมายถึง ฟูจิแห่งฮอกไกโด (สมัยก่อน Hokkaido ใช้ชื่อว่า Ezo) เพราะมีหน้าตาเหมือนภูเขาไฟ Fuji ซึ่งที่โรงแรมนี้จะสามารถมองเห็นภูเขาไฟ Yotei จากห้องนอนได้เลย
ภูเขาไฟ Yotei ปี 2004 ถ่ายจากห้องนอนในโรงแรม ผมไม่ได้มาเพราะขี้เกียจ
ภูเขาไฟ Yotei ปี 2006 ถ่ายจากห้องนอนในโรงแรม ผมไม่ได้มาเพราะขี้เกียจ
ภูเขาไฟ Yotei ปี 2007 ถ่ายจากห้องนอนในโรงแรม ผมไม่ได้มาเพราะติดฝึกงาน
หลังจากวันที่ 6 มาถึงตอนมืด มองอะไรไม่เห็น พอวันนี้ตื่นมา มองออกไปหน้าต่างดูภูเขาไฟ Yotei สิ่งที่ผมเห็นคือ.......
ภูเขาไฟ Yotei ปี 2008 ถ่ายจากห้องนอนในโรงแรม ผมมาแต่ได้มุมห่วย OTL
ภูเขาไฟ Yotei โดนหมอกบัง(นี่หมอกบางแล้วครับ วันอื่นเขาหายไปทั้งลูก) แถมได้ห้องที่อยู่ซะเกือบริมสุดของตึก เลยไม่ได้เห็นแบบชัดๆเต็มๆเลย แต่ก็เอาเหอะ มาเล่นสกี ไม่ได้มาดูภูเขา
ตื่นแล้วก็ไปยัดอาหารเช้า(บุฟฯครับ + ไม่มีมื้อกลางวันก็เลยยัดเต็มที่) แล้วก็ลงไปเล่นสกีจนถึงบ่ายก็แวะกลับห้องไปกินอาหารที่ซื้อตุนไว้จากซูเปอร์มาร์เก็ตแป๊บนึงเพื่อไม่ให้เป็นโรคกระเพาะ อาหารที่ซื้อไว้ก็มีเมลอนปัง(คล้ายๆขนมปังเนยสดที่มีกลิ่นเมลอน)วันละ 2 ชิ้น กับ ซุปข้าวโพดกึ่งสำเร็จรูปวันละ 1 ซอง กินเสร็จแล้วก็ลงไปเล่นสกีต่อจนถึงเย็น แล้วก็กลับเข้าโรงแรมมายัดอาหารเย็นต่อ(บุฟฯเหมือนกัน กินแต่แซลมอนกับเนื้อเป็นหลัก เหอะๆ) แล้วก็กลับลงไปเล่นสกีต่อจนถึง 3 ทุ่ม ก็กลับเข้าโรงแรมไปออนเซนแล้วก็นอน โปรแกรมเป็นแบบนี้ตลอดครับ ต่างกันแค่รายละเอียดระหว่างเล่น
สำหรับวันแรกผมเริ่มฝึกสกีครับ ผมสามารถฝึกจนถึงขั้นเล่นได้แบบคล่อง คือ คิดจะเลี้ยวก็เลี้ยวได้ คิดจะหยุดก็หยุดได้ ภายในเวลาแค่ 3 ชั่วโมงโดยไม่ต้องมีใครสอน..........เพราะตอนเด็กๆเคยเรียนพื้นฐานแล้ว :P (3 ชั่วโมงนี่แค่รื้อฟื้นความทรงจำเฉยๆครับ ถ้าจะเริ่มเล่นให้เป็นในเวลาแค่นี้ยังไงก็ต้องมีคนที่เล่นเป็นคอยแนะนำ) มันก็คงเหมือนว่ายน้ำหรือขี่จักรยานมั้ง ที่ถ้าเป็นแล้วไม่ว่าจะหยุดไปนานเท่าไหร่ก็ยังทำได้ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ขึ้นสกีลิฟท์ไปเล่นจากบนเขาที่ระยะทางไกลๆ (ตอนเด็กผมใช้วิธีเดินขึ้นเนินไปเล่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด เพราะเหนื่อย เดินขึ้นเนินตั้งนานเล่นลงมายังไม่ถึง 1 นาทีเลยมั้ง)
แล้วก็วันนี้ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย ก่อนกินอาหารเย็นมีหิมะตก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พนักงานบอกว่าไม่มีหิมะตกมาเป็นสัปดาห์แล้ว พอกินข้าวเสร็จออกมาเล่นต่อ หิมะยังไม่หยุดแถมตกหนักขึ้น ก็เลยได้เล่นสกีกลางหิมะตกยามค่ำคืนตั้งแต่วันแรก เล่นไปได้แค่ 3 รอบ ตัวเริ่มเปียก(ถึงจะเป็น Powder Snow แต่มันก็ละลายเป็นน้ำเหมือนกันครับ เหอะๆ) อุณหภูมิลดลงถึง -3 ํC หนาว ไม่ไหว เลิก กลับเข้าไปในโรงแรมเห็นตัวเองในกระจกเหมือนคนผมหงอกเลย -_-
วันที่ 2 ตื่นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยทั้งตัว(แล้วหลังจากนี้ก็ได้ปวดเมื่อยทั้งตัวทุกเช้าจนถึงไทย) อากาศปลอดโปร่งทั้งวัน กลายเป็นร้อนเพราะเล่นกลางแดด เสื้อก็หนา เล่นจนเหงื่อออก แล้วเกิดนึกยังไงก็ไม่รู้ ลองไปขึ้นสกีลิฟท์อีกตัวที่สูงขึ้น ทีเดียวเข็ด กลับลงมาอยู่ระดับ Beginner ต่อ แล้วก็รู้สึกว่าขาเริ่มไม่มีแรงแล้ว
ทางเดินหน้าห้องนอนมองลงไปเห็นลานสกี โรงแรมนี้ทำตึกรูปร่างแปลกๆ
ทำเป็นคล้ายๆรูปเปลือกหอย ที่เห็นด้านข้าง 2 ด้านเป็นตึกเดียวกัน
จุดขึ้นสกีลิฟท์ วิธีใช้ กะตำแหน่งให้ดี เข้าไปยืนรอให้ที่นั่งมาชนขาแล้วก็นั่งลงไป
(ถ้ากะไม่ดีอาจมีการหัวฟาดด้านข้างตัวลิฟท์ได้ ผมโดนไปโป๊กนึง เหอะๆ)
พอนั่งไปแล้วก็ต้องมีสติ เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นตรงทางขึ้นหรือทางลงแม้จะเล็กน้อย
เช่น มีคนทำของหล่นตอนขึ้น หรือมีคนไปล้มตอนลง เพื่อความปลอดภัย
เจ้าหน้าที่จะหยุดลิฟท์ทันที ดังนั้นลิฟท์ก็จะหยุดกึกแล้วก็แกว่งนิดนึงตามหลักแรงฉื่อย
คนที่นั่งอยู่ข้างบนถ้าขาดสติ ไม่นั่งดีๆก็อาจลื่นหล่นลงมาได้
(จริงๆมันมีที่กั้นดึงลงมาได้ แต่ไม่มีใครใช้ ขี้เกียจดึงขึ้นดึงลง เหอๆ)
ทางคอขวด ตรงกลางที่มีรั้วสีเขียวนั่นลงไปเป็นถนน เจาะอุโมงค์รอดผ่านลานสกี
จุดรวมเส้นทาง ลิฟท์ตัวนี้ขึ้นไปแล้วลงได้ 2 ทาง ทางนึงเป็นทางปกติ
อีกทางเป็นทางลูกคลื่น แล้วก็จะมารวมกันเป็นทางเดียวก่อนผ่านทางคอขวด
หันกลับลงไปเห็นภูเขา Yotei กับโรงแรม แล้วก็ถนน
สำหรับเส้นทางเล่นสกีที่ผมเล่นเป็นประจำจะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด ทางหลักยาวประมาณ 700 เมตร ซึ่งถ้าลงจากสกีลิฟท์แล้วไม่ลงทางหลักก็จะทางลงไปที่ลิฟท์อีกตัวที่ขึ้นไปสูงกว่านี้ได้ แต่ถ้าไม่ลงไปถึงลิฟท์อีกตัวก็สามารถเลี้ยวกลับเข้าทางหลักได้ ซึ่งระหว่างทางก่อนเข้าทางหลักเค้าทำเป็นเนินลูกคลื่นเอาไว้ด้วย
*หมายเหตุ* เส้นทางของจริงไม่ใช่เส้นตรงง่ายๆแบบนี้
สีเขียวคือทางที่ลงมาจากลิฟท์ด้านบน ซึ่งจะตัดกับทางที่ลงจากสกีลิฟท์ตัวแรก เลือกได้ว่าจะกลับโรงแรมหรือไปขึ้นลิฟท์ที่สูง สำหรับคนที่ลงจากลิฟท์ตัวแรกแล้วอยากเล่นทางลูกคลื่น ตรงจุดสี่แยกเป็นเนิน ถ้าลงมาไม่เร็วพอ ไม่มีแรงส่งก็ต้องเดินขึ้นไปเอง แถมถึงเดินไปถึงแล้วเริ่มลงมาจากตรงนั้นก็ไม่มีแรงส่งอีก ขึ้นเนินลูกคลื่นไม่ได้ เค้าเลยทำทางลัดผ่านป่าไว้ให้ ซึ่งไม่เป็นเนิน ทำให้ความเร็วจากจุดแรกไม่ลดลงด้วย
ทางลัด โค้งผ่านป่า ถ้าลงมาเร็วๆแล้วเลี้ยวไม่ดีก็เตรียมชนต้นไม้ได้
ทางที่เป็นเนินลูกคลื่น ถ้าลงมาไม่เร็วพอก็ไม่มีแรงส่งขึ้นลูกคลื่น ต้องออกไป
ด้านขวาซึ่งเป็นทางราบ แล้วค่อยๆขยับไปทีละนิดจนกว่าจะถึงทางหลัก
ลองลงไปขึ้นสกีลิฟท์อีกตัว ทางชันสุดๆ หันกลับไปเห็นทางขึ้นเลย
ขึ้นมาถึง เห็นภูเขา Yotei ทั้งลูกอย่างชัดเจน ที่เห็นเล็กๆตรงกลางนั่นคือโรงแรม
ลงมานิดนึงถึงเจอทางของจริง เห็นแล้วคิดหนัก ไม่รู้จะลงยังไงดี
จะค่อยๆเบรคลงไปเรื่อยๆชันขนาดนี้เข่าพังแหง จะเลี้ยวไปมาสลับเป็นฟันปลา
เพื่อลดความเร็วก็กลัวว่าทางชันบังคับยาก เดี๋ยวพลาดหลุดออกนอกเส้นทาง
สุดท้ายเลยตัดสินใจพุ่งลงไปแบบตรงๆเลย เหอะๆ
วันที่ 3 หลังจากรู้สึกว่าขาเริ่มไม่มีแรง เข่าเริ่มแย่ ทำให้ควบคุมสกีลำบาก ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนไปฝึกเล่นสโนว์บอร์ด เพราะเห็นว่าไม่ต้องใช้แรงขา .........แต่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก มันไม่เหมือนสกี แล้วเล่นแบบไม่มีคนสอน ได้แต่ลอกวิธีเล่นคนอื่น ล้มแล้วล้มอีกจนเข่ายิ่งพังหนัก เล่นไปครึ่งวันทำได้ดีที่สุดแค่ เล่นได้โดยล้มรอบละ 1 ครั้ง คือระหว่างทางไม่ล้ม แต่จะล้มตอนสุดท้ายเพราะยังเลี้ยวไม่คล่องเลยลงมาเร็วมาก เบรคแล้วทรงตัวไม่อยู่ กลัวว่าเข่าจะยิ่งพังหนักตอนบ่ายเลยกลับไปเล่นสกีเหมือนเดิม แล้วฝนตก ได้เล่นสกีกลางสายฝน หนักยิ่งกว่าเล่นสกีกลางหิมะตกเมื่อวันแรกอีก เปียกแฉะ แต่ยังดีว่าตกไม่มากเลยเล่นต่อไปเรื่อยๆได้
วันที่ 4 หมอกลงทั้งวัน เห็นสูงสุดแค่ยอดสกีลิฟท์ตัวแรก สูงกว่านั้นมีแต่หมอก วันนี้ยังไม่เข็ด ลองเปลี่ยนไปเล่นชอร์ตสกีบ้าง คราวนี้เล่นได้ไม่มีล้มครับ เพราะคล้ายๆกับสกีธรรมดา ไม่ต้องฝึกอะไรใหม่เลย แต่เล่นไปครึ่งวันก็เลิก ไปนอน(เล่น PSP)พักร่างกาย กลัววันสุดท้ายเดินไม่ไหว
หลังจากที่ผมได้เล่นครบทั้ง 3 อย่างแล้ว ก็เลยลองเอามาทำสรุปเปรียบเทียบเล่นๆครับ
1. เปรียบเทียบลักษณะอุปกรณ์
*หมายเหตุ* ภาพประกอบแบบคร่าวๆ ของจริงไม่ได้เป็นไม้ไอติมแบบนี้
1.1 Ski - มีคนเล่นมากที่สุด แม้แต่เด็กอนุบาลก็ยังเล่นได้ จริงๆสกีมีหลายชนิด แต่โดยรวมจะมีลักษณะเหมือนกันคือมีแผ่นสกี(เรียกตามราชบัณฑิตยสถาน รู้สึกแปลกๆ OTL) รองเท้าสกี และไม้สกี
- แผ่นสกี เมื่อก่อนทำจากไม้ แต่ปัจจุบันรุ่นใหม่ๆเริ่มมีที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เช่น ไฟเบอร์ พลาสติก ฯลฯ มีที่ล็อคกับรองเท้าสกี ราชบัณฑิตยสถานบอกว่าปรกติยาวแผ่นละ ๑.๕๒.๔ เมตร ละเอียดมาก .........แต่ผมไม่เชื่อ จริงๆมันมีหลายขนาด ขึ้นกับชนิด รุ่น ผู้ผลิต ฯลฯ ขนาดที่ผมใช้ยัง 170 ซม. เลย
- รองเท้าสกี ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นรองเท้าบูทพลาสติกแข็ง สูงถึงหน้าแข้ง มีหลายขนาด แต่ต้องเลือกที่ใส่แล้วพอดีเท้าเพื่อไม่ให้อันตราย
- ไม้สกี ปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้อลูมิเนียม ด้ามจับเป็นพลาสติก มีหลายขนาดขึ้นอยู่กับความสูงของผู้ใช้ ผมใช้ 120 ซม. เอาไว้ใช้เพิ่มความเร็ว แต่บางครั้งก็เอาไว้ใช้ทำอย่างอื่น ขึ้นอยู่กับความคิดพลิกแพลงของคนใช้ (เช่น เอาไว้ช่วยพยุงเวลาล้มแล้วลุกไม่ขึ้น ถึงจะใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็เถอะ เหอๆ)
วิธีใช้ - ใส่รองเท้าสกีกดตัวล็อคให้หมด(รองเท้าแต่ละรุ่นล็อคต่างกัน แล้วแต่ผู้ผลิต) แล้วเหยียบลงไปแรงๆที่ตัวล็อคบนแผ่นสกี จบ
1.2 Short Ski หรือ Skiboard - มีคนเล่นน้อย ไม่ค่อยเห็นใครเล่น เป็นสกีชนิดหนึ่ง ชื่อจริงๆของมันน่าจะเป็นสกีบอร์ด แต่ผมชอบชื่อชอร์ตสกีเพราะตรงตัวดี (ในใบเช่าใบเดียวกันภาษาญี่ปุ่นเขียนว่า Short Ski ภาษาอังกฤษเขียนว่า Skiboard เหอะๆ) ต่างกับสกีปกติแค่ขนาดของแผ่นสกีที่สั้น แล้วก็ไม่มีไม้สกี ส่วนรองเท้าสกีใช้เหมือนกัน
วิธีใช้ - ปกติจะเหมือนสกี แต่ที่ผมใช้สงสัยจะรุ่นเก่า ยังต้องก้มลงไปล็อคด้วยมืออยู่ -_-
1.3 Snowboard - มีคนเล่นเยอะ แต่ยังน้อยกว่าสกี คล้ายสกีผสมกับสเก็ตบอร์ด มีหลายชนิด แต่โดยรวมก็คล้ายๆกันเหมือนสกีคือมีแผ่นสโนว์บอร์ด กับรองเท้าสโนว์บอร์ด
- แผ่นสโนว์บอร์ด ปัจจุบันใช้วัสดุหลายอย่างเหมือนสกี แผ่นสโนว์บอร์ดปกติจะออกแบบให้ขาซ้ายอยู่ด้านหน้า ขาขวาอยู่ด้านหลัง แต่ก็มีแบบที่ต่างจากปกติ ออกแบบให้ตรงกันข้าม มีที่ล็อครองเท้าทั้ง 2 ข้าง แต่เป็นเหมือนแค่ที่รัดยึดกับรองเท้าให้แน่น ไม่ได้เป็นที่ล็อคมาตรฐานตายตัวเหมือนสกีที่ต้องใช้กับรองเท้าสกีเท่านั้น ตรงกลางมีแผ่นยางติดเอาไว้กันลื่นเวลาเหยียบโดยที่ไม่ได้ล็อคกับรองเท้า
- รองเท้าสโนว์บอร์ด ส่วนใหญ่เป็นรองเท้าบูทหนัง
วิธีใช้ - ใส่รองเท้าสโนว์บอร์ด ผูกเชือกให้แน่น ล็อคแผ่นสโนว์บอร์ดกับรองเท้าข้างซ้าย(สำหรับแบบปกติ) แล้วเดินไปขึ้นสกีลิฟท์ก่อน เวลาเดินก็ขาขวาเดินปกติ ขาซ้ายลากบอร์ด(ขาจะเฉียงๆเหมือนคนขาเป๋) ตอนลงจากสกีลิฟท์ ขาขวาเหยียบบนแผ่นยางก่อน พอลงมาถึงที่ราบแล้วค่อยล็อครองเท้าข้างขวาเหมือนข้างซ้ายแล้วค่อยเล่น พอเล่นเสร็จแล้วจะขึ้นสกีลิฟท์ไปเล่นใหม่ก็ถอดที่ล็อครองเท้าขวาแล้วก็ทำเหมือนเดิม .........ถอดๆใส่ๆ ยุ่งยากจริงๆ
2. เปรียบเทียบลักษณะการเล่น
2.1 การเตรียมพร้อมก่อนเล่น - เตรียมตัวทุกอย่างตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนลงจากสกีลิฟท์
ดีสุด - Short Ski เพราะใส่ง่าย แผ่นสกีก็สั้น เบา แป๊บเดียวก็เล่นได้แล้ว
ปานกลาง - Ski จริงๆก็เหมือน Short Ski ครับ แต่แผ่นสกีใหญ่และหนักกว่า แถมมีไม้สกีอีก 2 อัน เลยแพ้ไปนิดนึง
แย่สุด - Snowboard มันเป็นอะไรที่น่ารำคาญมาก จะเล่นทีต้องถอดเข้าถอดออก แผ่นสโนว์บอร์ดก็หนัก เคยจับเวลาผมขึ้นสกีลิฟท์แล้วลงมารอบนึงเร็วที่สุดประมาณ 15 นาที ในขณะที่สกีผมเล่นช้าสุดไม่เคยเกิน 15 นาที
2.2 การเดินบนพื้นราบ - ก่อนจะขึ้นสกีลิฟท์จะต้องเดินบนพื้นราบไปขึ้น พอลงสกีลิฟท์แล้วก็ต้องเดินบนพื้นราบออกไปที่ทางลงเขาอีก
ดีสุด - Short Ski เพราะเบา คล่องตัว ไม่ค่อยต่างจากเดินธรรมดา จะเสียก็แค่บางทีมันลื่น ต้องระวังไม่ให้ล้ม
ปานกลาง - Snowboard จริงๆเป็นอุปกรณ์ที่เดินง่ายที่สุด ไม่มีลื่น เพราะขาข้างนึงเดินปกติ แต่ปัญหาอยู่ที่ขาข้างที่ล็อคติดกับบอร์ด ต้องเดินลากบอร์ดหนักๆ ถ้าเดินนานๆเมื่อยตาย
แย่สุด - Ski ทั้งหนักทั้งลื่น เดินยากมาก ยังดีว่ามีไม้สกีพอใช้ช่วยได้บ้าง ถ้าเป็นทางตรงก็ใช้ไม้ดันเอา ไม่ต้องเดิน
2.3 การทรงตัว - ทั้งเวลายืนปกติ และเวลาเล่น
ดีสุด - Ski ล้มยากที่สุด ปกติคนเราถ้าโดนผลักด้านข้างเราจะไม่ค่อยล้มอยู่แล้วเพราะสามารถกางขาออกไปยันไว้ได้ ถ้าจะล้มก็คือล้มไปข้างหน้ากับข้างหลัง แต่พอใส่สกีที่มีฐานไปด้านหน้ากับด้านหลังแล้วล็อคกับขา แถมมีไม้สกีอีก ล้มยากครับ (แต่ถ้าเล่นเร็วๆก็ล้มได้นะ)
ปานกลาง - Short Ski อันนี้ฐานสั้นกว่าสกี แผ่นสกีที่ยื่นไปข้างหลังก็นิดเดียว อาจหงายหลังได้
แย่สุด - Snowboard ขา 2 ข้างโดนล็อค แค่ยืนบนพื้นราบยังยากเลย
2.4 ความคล่องตัวในการควบคุมทิศทาง - เวลาลงจากเขาต้องมีการเลี้ยวตามเส้นทาง
ดีสุด - Short Ski เพราะแผ่นสกีสั้น เบา ควบคุมทิศทางได้คล่องตัวกว่า Ski แต่ก็ต้องแลกกับการทรงตัวที่ยากกว่าเหมือนกัน
ปานกลาง - Ski แผ่นสกีหนัก และยาวกว่า ทำให้ไม่ค่อยคล่องตัว คิดง่ายๆก็เหมือนกับมอเตอร์ไซค์กับรถยนต์
แย่สุด - Snowboard .......แค่ยืนเฉยๆไม่ให้ล้มมันยังยาก อันนี้ไม่ต้องพูดถึง
2.5 การลดความเร็วแบบกะทันหัน - ปกติการลดความเร็วจะใช้วิธีเลี้ยวไปมาสลับเป้นฟันปลา แต่บางครั้งถ้าที่แคบ มีคนอยู่เยอะเลี้ยวไปมาไม่ได้ก็ต้องหยุดมันตรงๆนี่แหละ
ดีสุด - Ski เวลาเบรคจะต้องวางเท้าเป็นรูปตัว V ตามภาพประกอบด้านล่าง แผ่นสกียาวช่วยเพิ่มแรงต้าน แล้วยังมีไม้เอาไว้ลากกับพื้นช่วยลดความเร็วได้(ใช้ของผิดวิธีนะเนี่ย เหอๆ)
ปานกลาง - Short Ski ใช้วิธีเดียวกัน แต่แผ่นสกีสั้นกว่า หยุดยากกว่า
แย่สุด - Snowboard เนื่องจากลงด้วยด้านข้าง ถ้าจะเบรคก็ต้องหันบอร์ดแบบ 90 องศาให้ด้านยาวขวางพื้น ซึ่งถ้าลงมาเร็วๆหยุดด้วยวิธีนี้แล้วทรงตัวไม่ได้ก็จะกลายเป็นหยุดด้วยวิธีกลิ้งแทนตามภาพประกอบด้านล่าง
เวลาเบรคต้องวางเท้าเป็นรูปตัว V .......เล่นนานๆแล้วปวดเข่าสุดๆ
(ขาผมเอง โดนแอบถ่ายก่อนลงจากเขา แต่ตัดภาพส่วนบนออกแล้ว
ไม่มีใครเห็นหน้า แปะได้ไม่เป็นไร เหอๆ)
เวลาเบรคต้องหันบอร์ดแบบ 90 องศา แต่ถ้าทรงตัวไม่อยู่ก็เตรียมกลิ้งได้
(อันนี้โดนแอบถ่ายหลังกลิ้ง 3 ตลบ ถ้าไม่ยอมกลิ้งคงได้พุ่งออกนอกลานสกีเข้าโรงแรม)
2.6 การเคลื่อนที่บนทางราบระหว่างเล่น - ระหว่างเล่นบางครั้งที่เจอทางราบ แล้วเราแรงส่งไม่พอก็ต้องค่อยๆขยับไปทีละนิด
ดีสุด - Ski ใช้ไม้สกีครับ ดันพื้นเพิ่มความเร็วไปเรื่อยๆ
ปานกลาง - Short Ski อันนี้ยังค่อยๆเดินไปได้
แย่สุด - Snowboard ขาโดนล็อค 2 ข้าง ต้องกระโดดเอา อนาถสุดๆแล้ว -_-
2.7 ความปลอดภัยเมื่อล้มในขณะที่มีความเร็วสูง - เวลาเล่นเร็วๆแล้วเกิดล้มขึ้นมาก็จะล้มแบบกลิ้งเลยครับ
ดีสุด - Short Ski ผมคิดว่าเวลากลิ้งจะปลอดภัยที่สุด เพราะแผ่นสกีสั้น เบา ไม่น่าจะอันตราย
ปานกลาง - Ski แผ่นสกียาว เวลากลิ้งอาจจะปักพื้นขาบิดได้ แต่มีก็โอกาสน้อย เพราะส่วนใหญ่แผ่นสกีจะหลุดจากที่ล็อคไปเลยมากกว่า(เค้าออกแบบมาแบบนี้อยู่แล้ว) ที่น่ากลัวกว่าคือไม้สกีครับ ถ้าเกิดกำไว้แน่นๆปักพื้นแล้วล้มหน้าไปกระแทกก็ซวย ผมโดนตอนเข้าโค้งทางลัดผ่านป่าไปทีนึง พอดีเป็นตอนกลางคืนพื้นจะ ลื่นขึ้น แล้วมืดมองเนินไม่เห็นเลยสะดุด ด้ามกระแทกเข้าที่แก้มเต็มๆ ยังดีว่าเป็นตอนกลางคืนคนน้อย ไม่มีใครเห็น (ยอมหน้าเจ็บดีกว่าหน้าแตกครับ เหอๆ)
แย่สุด - Snowboard ถ้าล้มแล้วที่ล็อคขาทั้ง 2 ข้างไม่หลุดก็คงไม่มีอะไรหรอกครับ แต่ถ้าเกิดหลุดไปข้างนึงแล้วอีกข้างไม่หลุดตามจะแย่ เพราะบอร์ดทั้งใหญ่ทั้งหนัก ขาจะบิดเอาง่ายๆ
2.8 สภาพร่างกายหลังเล่น - อันนี้คิดในกรณีที่เล่นเป็น ไม่ล้มเลยนะครับ ถ้าเล่นไม่เป็นล้มไปเรื่อยๆมันก็โทรมพอๆกันแหละ
ดีสุด - Snowboard ผมคิดว่าถ้าเล่นเป็นก็แทบจะไม่เจ็บตัวเลย มือไม่ได้ใช้ทำอะไร ขาล็อคอยู่เฉยๆทั้ง 2 ข้าง ที่ใช้จริงๆก็แค่เอวที่ต้องใช้ทรงตัว
ปานกลาง - Short Ski อันนี้ต้องใช้แรงขาเป็นอย่างมากครับ จะเลี้ยวก็ต้องบิด จะเบรคก็ต้องบิด บิดไปบิดมาขาพังพอดี
แย่สุด - Ski นอกจากจะต้องบิดขาเหมือนกันแล้ว ยังเจอแผ่นสกีที่หนักกว่าเพิ่มภาระขาเข้าไปอีก แล้วยังมีไม้สกีที่ต้องใช้มือจับให้แน่น ใช้แขนดันพื้นเพิ่มความเร็ว ใช้มากๆปวดมือปวดแขนอีก
ลองสรุปออกมาเป็นกราฟง่ายๆคะแนนเต็ม 3 คะแนน ดีสุดให้ 3 ปานกลางให้ 2 คือแย่สุดให้ 1 ได้ดังนี้
จะเห็นได้ว่า Short Ski ได้คะแนนเฉลี่ยจากผมมากสุด แต่ถ้าจะหัดเล่นแบบไม่เจาะจง ผมคิดว่า Ski ยังหัดง่ายที่สุดอยู่ เพราะที่สำคัญอยู่ที่การทรงตัว ถ้ายืนได้โดยไม่ล้มแล้วเดี๋ยวอย่างอื่นก็ทำได้เอง แต่ถ้ายืนยังไม่ได้จะไปทำอย่างอื่นมันก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆคือ Snowboard เล่นยากสุดแล้ว เหอะๆ
วันที่ 11 จาก Niseko ไปสนามบิน Shin-Chitose
วันสุดท้ายแล้วครับ ตื่นเช้าออกจากโรงแรมตรงไปสนามบินอย่างเดียว เจอทั้งหมอกทั้งฝน ยังดีที่วันนี้ไม่ได้ทำอะไร อยู่บนรถอย่างเดียว ไปถึงก็คืนรถ ขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน
หมอกหนา สะพานข้างหน้ายังมองไม่เห็น
จบ ของจริงแล้วครับ
พอกลับมาก็ต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายต่อ พอถึงไทยตอนตี 1 กัปตันบอกอุณหภูมิ 29 ํC ........ขนาดในสนามบินมีแอร์เหงื่อยังออก กว่าจะปรับตัวได้ แบบนี้จะเรียกว่า temperature lag ได้มั้ยเนี่ย OTL

(แล้วตอนนี้ Sony เลิกผลิตไปแล้ว ไม่รู้จะกลับมาผลิตต่อเมื่อไหร่)
แม่มดเพิ่งจะเคยเห็นฟูจิแห่งฮอกไกโด สวยนะคะ แต่เห็นมีแต่หิมะคงจะหนาวน่าดูเลยอะ ไปเล่นสกีท่ามกลางหิมะไหวด้วยเหรอพี่
ท่าทางพี่จะเล่นเก่ง ไว้สอนแม่มดบ้างเน้อ อุอุ
* กลับบ้านมาก็ต้องเผชิญกะอากาศร้อน แหะๆ แย่เลย
* ซูชิน่ากินมากค่ะ ปลาแซลมอนฮอกไกโด กะ ไทย จะรสชาติเหมือนกันป่าวนะ
* ภาพสุดท้ายทำให้นึดถึงฉากในหนัง ไซเลนฮิลเลยค่ะ
#1 By *~ แม่มด ~* on 2008-04-27 10:46