Hokkaido - August 2009 (Part 2)
posted on 05 Sep 2009 19:00 by srpggมาต่อจากเมื่อวันก่อนครับ ( http://srpgg.exteen.com/20090901/hokkaido-august-2009-part-1 ) วันก่อนได้อธิบายแผนการเดินทางแบบคร่าวๆไปแล้ว (.....จริงๆก็แค่แปะรูปมั่วๆ) คราวนี้ก็เริ่มของจริงแบบละเอียดได้ซะที (มันก็ไม่ค่อยต่างจากเดิมหรอก แค่แปะมั่วอย่างเป็นระบบมากขึ้นนิดนึง เหอๆ)
สำหรับปีนี้จะโหลดโหดกว่าปีที่แล้วนิดนึง(เรอะ .....รู้สึกจะเกือบๆ 2 เท่า เหอะๆ)นะครับ เพราะถึงปีนี้ไปน้อยกว่าปีที่แล้ว 1 วัน แต่ปีที่แล้วอยู่เล่นสกี 4 วัน รูปก็เลยน้อยกว่า แต่ก็จะพยายามอัพให้จบภายในเดือนนี้ ไม่งั้นนานเกินเดี๋ยวลืม (แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไหวรึเปล่า เพราะขนาดปีที่แล้วรูปน้อย ยังเกือบข้ามเดือน ยิ่งปีนี้เวลาว่างอัพยิ่งน้อยลงด้วย เหอะๆ)
แล้วก่อนจะเริ่มก็ต้องบอกก่อนว่าบางรูปสีมันอาจจะดูแปลกๆ เพราะปกติผมจะลดขนาดแล้วก็อัพเลย ไม่ชอบปรับแต่งรูป (ขี้เกียจ เหอๆ) แต่คราวนี้ที่ไปแทบไม่มีแดดเลย มีแต่เมฆ หมอก และฝน (ยังงงอยู่ว่าฤดูร้อนอะไรเนี่ย OTL ) บางรูปก็เลยจำเป็นต้องเพิ่มความสว่าง ไม่งั้นมืดเกินดูไม่รู้เรื่อง ดังนั้นถ้ารูปไหนดูสว่างผิดปกติก็ขอให้เข้าใจว่าผมเพิ่มแสง แต่ถ้ารูปไหนมืดเกินไปก็นั่นแหละ รูปของจริงแบบ original เหอะๆ
วันที่ 1 จากสนามบิน Shin-Chitose ไป Noboribetsu
วันแรกไปด้วยเที่ยวบินที่บินเข้าฮอกไกโดโดยตรงโดยไม่ผ่านโตเกียวเหมือนเดิม (อดไปดู Gundam ขนาด 1:1 สูง 18 ม. เลย OTL) ด้วยสายการบินเดิมที่คราวนี้มีเพลงจากเรื่อง Evangelion ให้ฟังบนเครื่องถึง 2 เพลง (จะบอกทำไมฟะ เหอะๆ) พอถึงสนามบินตอนบ่ายๆก็ไปเช่ารถขับกันเองเหมือนเดิม แต่คราวนี้จะเริ่มลงใต้ก่อนโดยไปที่ Noboribetsu ที่ผมไม่ได้ไปมาประมาณ 10 ปีแล้ว
Noboribetsu เป็นเมืองบ่อน้ำร้อนที่ใหญ่ที่สุดของฮอกไกโด มีสัญลักษ์ณ์เป็นยักษ์ (Oni) ในเมืองจะมีรูปปั้นยักษ์กระจายอยู่หลายที่ ซึ่งตอนไปถึงก็เห็นว่าพึ่ง 4 โมงกว่า เลยยังไม่เข้าโรงแรม ไปดูบ่อน้ำร้อนก่อน
แค่เริ่มเข้าเขต Noboribetsu ก็เห็นรูปปั้นยักษ์ขนาดใหญ่อยู่ข้างถนนแล้ว
บ่อน้ำร้อนอยู่ใกล้ๆโรงแรม เดินไปได้ แต่เหนื่อย เอารถไปเลยดีกว่า พอไปถึงก็เห็นรถทัวร์พร้อมกับคนมากมาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ก็แปลกใจว่าทำไมไม่ใช่วันหยุดแต่คนเยอะ พอเดินไปใกล้ๆก็พบว่ามีแต่ภาษาจีน..... ทัวร์ลง ไม่ไต้หวันก็ฮ่องกง OTL
หลังจากเดินดูบ่อเล็กๆเสร็จก็จะไปดูบ่อใหญ่ ซึ่งว่ากันว่าเป็นบ่อสีเขียว สวยมาก มีป้ายบอกว่าเดินประมาณ 20 นาที แต่เดินไปซักพักก็พบว่ามันต้องขึ้นเขาตลอดเลยไม่ไปกันละ เดินกลับขึ้นรถ เข้าโรงแรม ไปรอกินบุฟฯดีกว่า เหอะๆ ระหว่างที่รอเวลาก็กะจะเล่น PSP (มันยังอุตสาห์เอาเกมมาเล่น เหอะๆ) แต่บังเอิญเปิด TV เจอ Bleach ภาคใหม่เลยนั่งดู TV แทน พอดูจบก็ได้เวลาไปกินบุฟฯพอดี ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก (หมายถึงที่ผมกินไม่ค่อยมีอะไรมาก) น้องบอกคราวก่อนที่ผมไม่ได้มามีไข่แซลมอนตักได้ไม่อั้น คราวนี้ไม่เห็นมี เลยกินแต่สเต็กเนื้อกับปลาแซลมอน(ทั้งดิบและรมควัน) แล้วก็ไปแช่ออนเซน (มันจำเป็นครับ ถ้ามาเมืองออนเซนแล้วไม่ออนเซนถือว่าบาป :P ) กลับขึ้นมาเล่น PSP แล้วก็นอน
ทางเดินลงไปดูบ่อน้ำร้อนแบบใกล้ๆ ถ้ามาตอนฤดูหนาวจะเป็นสีขาวหมดเลย
เมืองแห่งยักษ์ ขนาดห้องน้ำยังมีป้ายว่าห้องน้ำยักษ์
ป้ายห้องน้ำชาย-ห้องน้ำหญิงก็เป็นรูปยักษ์ฟ้า-ยักษ์แดง
วันที่ 2 อยู่ใน Noboribetsu แล้วไป Usuzan แล้วกลับ Noboribetsu
หลังจากวันแรกที่เจอฟ้ามืดตั้งแต่บ่ายยันเย็น วันนี้ก็เจอของจริงครับ ฝนตกตั้งแต่เช้า ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สุดท้ายก็ต้องเที่ยวแบบตากฝนนั่นแหละ
เริ่มจาก Noboribetsu Date Jidaimura สวนสนุกแบบย้อนยุคที่พนักงานทุกคนแต่งตัวแบบย้อนยุคด้วย ผมเคยมาตอนเด็กๆ แต่ลืมไปเกือบหมดแล้ว จำได้อย่างดียวว่ามีบ้านนินจา เลยต้องกลับมารื้อฟื้นซักนิด
จริงๆที่นี่ก็ไม่ค่อยมีเครื่องเล่นอะไรมาก เน้นบรรยากาศกับการแสดงมากกว่า ซึ่งครั้งนี้ก็ได้ดูแค่ 3 ชุด เพราะปิดซ่อมสถานที่ 1 ชุด กับฝนตกเลยงดการแสดงกลางแจ้งอีก 1 ชุด แล้วที่ดูก็เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ฟังไม่ออกหรอก ต้องเดาเนื้อเรื่องเอาเอง (ฟังออกแค่ Sekigahara, Yukimura, Tokugawa เหอะๆ)
เจอร้านค้าต่างๆแบบย้อนยุคตั้งแต่ทางเข้า
มีคนทำตุ๊กตาไล่ฝนเอาไว้ด้วย .........แต่เหมือนจะไร้ประโยชน์ เหอะๆ
ข้างในส่วนสนุกจะมีบ้านหรือร้านต่างๆพร้อมหุ่นที่ให้บรรยากาศย้อนยุค
นอกจากการแสดงแล้ว จะมีของที่พอนับได้ว่าเป็นเครื่องเล่นจริงๆอยู่ 3 อย่าง คือ บ้านผีสิง 2 กับ บ้านนินจาอีก 1 ซึ่งบ้านผีสิงหลังแรกเหมือนเป็นบ้านแสดงผีมากกว่า คือ เข้าไปในบ้านแสงสลัวๆ แล้วก็มีปุ่มให้กดก็จะมีเล่าเรื่องเกี่ยวกับผี พร้อมหุ่นผีที่เคลื่อนไหวได้ ก็ถือว่าทำได้ดี .....แต่ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน
ผีคอยาว ตอนแรกจะเหมือนคนธรรมดา แล้วคอก็ค่อยๆยืดจนเกือบถึงเพดาน
น่ากลัวมั้ย ? .........ไม่อะ -_-
ส่วนอีกหลังเป็นบ้านผีสิงแบบหลอกให้ตกใจแบบบ้านผีสิงทั่วๆไป แต่ดันมีแต่ผีแมว ซึ่งคำอธิบายในแผ่นพับภาษาอังกฤษบอกประมาณว่าเป็นศาลเจ้าแมวกวักให้โชค (Manekineko) แต่จริงๆแล้วข้างในมีอะไรซ่อนอยู่....... ตอนผมไปถึงก็เห็นมีที่มาก่อนคนยืนอยู่ตรงทางเข้าเป็นผู้หญิงญี่ปุ่น 2 คน ก็เลยเชิญให้เค้าเข้าไปก่อน แต่เค้าไม่กล้าเข้า -_- พวกผมก็เลยขอแซงคิวเข้าไปก่อนแล้วคุณผู้หญิง 2 คนก็เลยตามเข้ามาด้วย และเนื่องจากพวกผมมีผู้สูงอายุไปด้วย ผมก็เลยเดินนำไปก่อนคนเดียวเผื่อเจออะไรที่ทำให้ตกใจมากๆจะได้เตือนล่วงหน้า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เตือนอะไร เพราะรู้สึกว่างั้นๆ มีที่คิดว่าเจ๋งสุดก็เท้าแมวยักษ์ขนาดประมาณเก้าอี้ 1 ตัว (มีเฉพาะส่วนเท้า) กวักลงมาข้างบนหัว ซึ่งก็ไม่น่าจะทำให้ใครตกใจได้ เพราะมันค่อยๆกวักลงมา ไม่ได้เร็วมากมาย ผมเห็นว่าข้างหลังยังไม่มีใครตามมาก็เลยเดินกลับไปให้มันกวักเล่นๆอีก 2 รอบแล้วก็ลองกระโดดจับดูก็รู้สึกนุ่มดี เหมือนขนตุ๊กตา ส่วนอุ้งเท้ากับเล็บเป็นพลาสติก แล้วก็เดินต่อไป .......แป๊บนึงก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรี๊ดดังลั่นจากตรงที่ผมพึ่งผ่านมาเมื่อกี้ ก็คุณผู้หญิง 2 คนนั่นแหละ -_- เท้าแมวออกจะน่ารัก เหอๆ แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงกรี๊ดเรื่อยๆจนถึงทางออก..... จริงๆกลไกต่างๆเค้าก็ทำได้ดีนะ แต่ความน่ากลัวหามีไม่ ผีแมวยังไงก็เป็นแมว ไม่ได้หน้าตาเละๆเหมือนบ้านผีสิงของไทย ผมเลยรู้สึกว่าก็งั้นๆ แต่ไม่รู้นะว่าคนอื่นๆจะเป็นยังไง เพราะตอนนั้นนอกจากพวกผมก็มีแค่คุณผู้หญิง 2 คนนั้น ซึ่งกรี๊ดกันตลอดทาง (หรือผมมันตายด้านเองหว่า เหอะๆ)
ส่วนบ้านนินจานี่เน้นความบันเทิง เข้าไปเหมือนเป็นทางวงกต มีทางลับต่างๆ เปิดประตูบางทีก็เจอกำแพง บางทีก็เจอห้องน้ำ..... แต่น้องบอกกลไกโดนปิดไปเยอะ เพราะก่อนหน้านี้(ที่ผมไม่ได้มา)มันมีอะไรให้เล่นเยอะกว่านี้ อย่างช่องที่กำแพงเอามือยี่นเข้าไปจะมีเสียงก็ไม่มีแล้ว ประตูที่เป็นทางลับบางที่ก็ถูกล๊อค หรือประตูที่เป็นลายกำแพงที่เดิมปิดเอาไว้หลอกคนตรงทางวงกตก็มีเอาก้อนหินมาวางกันประตู้ไว้ให้เปิดอ้าตลอด .....สงสัยกลัวคนหาทางออกไม่เจอมั้ง -_-
ประตูลับ เปิดมาเจอหุ่นนินจากำลังเข้าห้องน้ำ ตอนเปิดประตูมีเสียงพูดด้วยนะ เหอๆ
พอตอนบ่ายกินข้าวเสร็จก็ออกจาก Noboribetsu ผ่านทะเลสาบ Toya (Toyako) ซึ่งผมเคยมาเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่คราวนี้แค่ผ่านเฉยๆครับ ไม่ได้ลงไปดูอะไรเพราะเป้าหมายครั้งนี้คือภูเขาไฟ Usu (Usuzan) ที่พึ่งปะทุครั้งล่าสุดไปเมื่อปี 2000 .........ก็ตอนที่ผมมา Toya นั่นแหละครับ เหอๆ จำได้ว่าตอนนั้นยังเสียวๆอยู่เลย เพราะมันพึ่งปะทุตอนปลายเดือน มี.ค. ตอนผมไปถ้าไม่ปลายเดือน เม.ย. ก็ต้นเดือน พ.ค. ซึ่งตอนนั้นยังมีควันพุ่งอยู่เพียบ ถนนแถวนั้นก็ถูกปิดไม่ให้คนเข้า มีตำรวจเฝ้าตลอด แล้วพ่อก็ขับรถวนเพื่อหาทางเข้าไปให้ได้ -_- เพื่อ..... OTL (แต่สุดท้ายก็เข้าไม่ได้หรอก ถนนที่จะเข้าไปโดนปิดหมด) แล้วหลังจากปีนั้นที่บ้านก็ได้มาดูอีกรอบ แต่ผมไม่ได้มาด้วยเพราะติดอะไรซักอย่าง พึ่งได้มาอีกทีก็ปีนี้แหละ
คนที่มา Usuzan ส่วนใหญ่จะมาที่ฝั่งตะวันออกเพื่อขึ้นกระเช้าไปบนเขา แต่ผมไม่ได้ขึ้นไปหรอกครับ เพราะคราวนี้ผมมาอยู่อีกฟากนึงที่ฝั่งตะวันตก ซึ่งมีปากปล่องภูเขาไฟใหม่ที่พึ่งเปิดออกเมื่อตอนที่ปะทุเมื่อปี 2000 พอมาถึงก็เห็นซากถนน แต่น้องกับพ่อบอกว่าซากน้อยไป คราวที่แล้ว(ที่ผมไม่ได้มา)มีเป็นซากอาคารเลย ก็เลยลงมาเดินดูนิดนึงก็เจอแผนที่บอกทางก็เลยรู้ว่าปล่องตะวันตกนี้ขึ้นได้ 2 ทาง เชื่อมต่อกัน คราวที่แล้วที่บ้านคงมาอีกทางนึง แล้วตอนแรกพ่อบอกจะเดินไปให้ถึงอีกฝั่งเลย ซึ่งพอดูแผนที่ดีๆแล้วทุกคนก็พร้อมใจกันปฏิเสธทันที เพราะจากตรงที่ยืนอยู่ไปถึงปากปล่อง 900 ม. ส่วนอีกทาง 700 ม. รวมเป็น 1.6 กม. ถ้าจะให้เดินไปถึงอีกด้านแล้วเดินกลับมาที่รถก็ *2 = 3.2 กม. .......ฝันไปเหอะ แค่จะเดินไปให้ถึงยอดแล้วเดินกลับก็ 900*2 = 1.8 กม. ยังคิดหนักเลย แต่ไหนๆก็มาแล้วก็ยอมเดินก็ได้
ถนนที่อยู่ดีๆก็ขาดหายไปซะงั้น
ยังมีซากรถจอดทิ้งไว้อยู่เลย ตอนนี้ถนนกลายเป็นบ่อไปแล้ว รถโผล่จากน้ำครึ่งคัน
ส่วนอาคารข้างหลังเป็นอะไรซักอย่าง เหมือนพิพิธภัณฑ์ ตอนนั้นไม่มีคนอยู่ แต่เปิดไฟ
ให้เดินเข้าไปดูได้ ข้างในมีแบบจำลองพื้นที่แถวนั้นกับพวกรูปภาพตอนที่เกิดการปะทุ
ทางเดินขึ้นเขาไปปากปล่องจะแบ่งเป็น 2 ส่วนครับ คือ ส่วนล่างจะเป็นถนนรถวิ่งแบบมาตรฐาน (แต่ปิดไม้ให้รถเข้าแล้วนะ) ด้านข้างมีทางเท้าสำหรับคนเดิน ก็เหมือนถนนทั่วไป จนไปถึงส่วนที่เสียหายจากการปะทุเมื่อปี 2000 ก็จะปิดถนน เหลือแต่ทางเท้าด้านข้างต่อไปอีกนิดนึง (คิดว่าคงทำใหม่หรือไม่ก็ซ่อมแซม เพราะดูสภาพถนนแล้วทางเท้าก็ไม่น่ารอด) แล้วทางเดินจะเปลี่ยนเป็นไม้แทน แต่ก็ไม่น่ากลัว เพราะเป็นไม้ท่อนใหญ่ แข็งแรงมาก ประมาณไม้หมอนรถไฟ ตอกยึดกันแน่นหนา เดินแรงยังไงก็ไม่สะเทือน กว้างด้วย เดินสวนกัน 4 คนสบายๆ
ถนนขึ้นเขาอยู่ดีๆก็ขาดหายหมือนกัน ต้องเดินไปตามทางเท้าด้านข้าง
ดูถนนตรงที่ขาดแบบชัดๆ พื้นแตกเละเทะ
จะถึงปากปล่องแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังมีควันออกมาอยู่เลย ซักวันอาจจะปะทุขึ้นมาอีกก็ได้
พอขึ้นมาถึงปากปล่อง มองลงไปอีกทางนึงก็เห็นซากอาคารตามที่พ่อกับน้องบอก แล้วก็เห็นมีคนกำลังเดินขึ้นมาจากอีกทาง พ่อเลยบอกให้เดินลงไปแล้วรออยู่ข้างล่างเลย เดี๋ยวพ่อเดินกลับไปเอารถวนมารับ ซึ่งไม่มีใครเอา เพราะกลัวพ่อหาทางไปไม่เจอ ก็เลยพร้อมใจกันเดินกลับ ยอมเดิน 1.8 กม. ไปถึงรถคุ้มกว่า 1.6 กม. แล้วต้องไปลุ้นว่าพ่อจะหาทางมาได้มั้ย
ซากอาคารเรียงลงไปมีหลายหลังเลย ส่วนใหญ่น่าจะเป็นบ้าน
หลังจากกลับลงมาถึงรถ ก็ขับอ้อมเขาวนไปดูอีกฝั่ง ก็กะว่าแค่จะเดินดูซากอาคารนิดหน่อยแล้วก็กลับ แต่เดินไปเดินมาก็เจอบ้านหลังที่เห็นจากอีกฝั่ง.........ซึ่งก็หมายความเดินมาเกือบถึงปากปล่อง ก็เกือบจะ 700 ม. แล้ว เดินฝั่งแรกไปกลับ 1.8 กม. ฝั่งนี้เกือบ 700 ม. เดี๋ยวเดินกลับก็อีกเกือบ 700 ม. รวมเป็นเกือบ 1.4 กม. รวมกับฝั่งแรกก็เกือบ 3.2 กม. .........ไม่ต่างจากให้เดินไปกลับตามที่ปฏิเสธไปตอนแรกเลย OTL
เริ่มมาเจอหลังแรก เข้าใจว่าเป็นโรงเรียนอนุบาล
ทางเดินขึ้นเขาเหมือนอีกฝั่ง คือ ล่างๆเป็นถนน บนๆเป็นไม้
เดินไปเดินมา เจอบ้านที่เห็นตอนอยู่ที่ปากปล่อง รู้งี้เดินลงไปรอแต่แรกเลยดีกว่า OTL
หลังจากเดินเกือบ 3.2 กม. ก็กลับขึ้นรถเพื่อกลับ Noboribetsu ไปกินบุฟฯที่โรงแรม (ก็กินเหมือนเดิมแหละ เนื้อกับแซลมอน เหอๆ) แต่ก่อนจะกลับก็แวะร้านสะดวกซื้อ Seicomart นิดนึง ซื้อไอติมนมมากินตามธรรมเนียมเวลามาฮอกไกโด :P (แต่ปีนี้แวะซื้อไอติมแค่ไม่กี่ครั้ง ก็เลยได้กินนิดเดียวเอง)
Milk Bar ไอติมแท่งของ Seicofresh จาก Seicomart กล่องตลกดีเลยเอามาแปะเล่น
วันนี้ก็ขอพอแค่นี้ก่อนละกันครับ นั่งเขียนมาตั้งแต่เช้าพึ่งได้แค่ 2 วัน .......มันจะจบทันภายในเดือนนี้มั้ยเนี่ย

.....แต่ผมไม่ได้กินคนเดียวหรอกนะครับ 
บุฟเฟ่ต์ + ไอติม เห็นแล้วอยากกิน
555
สนแต่เรื่องกินค่ะ เอิ้กกก
แต่บ้านผีสิงก็น่าเล่นดีแฮะ - -+
แต่เหนือสิ่งอื่นใด เห็นกล่องไอติมแล้ว..
งืมมมม
บรรจุ 6 แท่ง ป่าวเนี่ย อะเหอะๆ - -+
แต่ว่าอ่านแอนทรีนี้แล้ว
ดีใจนิดๆที่บ้านเราไม่มีแผ่นดินไหว กับ ภูเขาไฟระเบิดเหมือนเขา...
แล้วจะรออ่านแอนทรีหน้านะคะ ^^
#1 By LittlE PuPPy on 2009-09-05 19:23