Hokkaido - August 2009 (Part 4)
posted on 13 Sep 2009 21:46 by srpggมาต่อแล้วครับ
Part 1 ( http://srpgg.exteen.com/20090901/hokkaido-august-2009-part-1 )
Part 2 ( http://srpgg.exteen.com/20090905/hokkaido-august-2009-part-2 )
Part 3 ( http://srpgg.exteen.com/20090909/hokkaido-august-2009-part-3 )
ตอนนี้ก็มาถึงครึ่งทางแล้ว
วันที่ 5 จาก Sapporo ไปแวะ Yubari แล้วไป Sahoro
วันนี้เป็นอีกวันที่ไม่มีฝนมากวนใจระหว่างเดินเที่ยวครับ เริ่มตั้งแต่เช้าออกจาก Sapporo ไปที่ Yubari เมืองเล็กๆที่ในอดีตเป็นเมืองทำเหมืองถ่านหิน เคยมีประชากรอยู่ถึง 100,000 กว่าคน แต่หลังจากที่อุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนไปใช้น้ำเป็นเชื้อเพลิงแทน ราคาถ่านหินก็ตกต่ำลงเรื่อยๆจนถึงช่วงปี 1980 เหมืองถ่านหินก็ต้องปิดตัวลง ทำให้เมืองนี้เหลือแต่รายได้จากการท่องเที่ยว กับรายได้จากเมลอนที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมลอนที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ประชากรก็เริ่มลดลงเรื่อยๆเหลือแค่ 10,000 กว่าคนเท่านั้น และเมื่อปี 2006 องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่งของ Yubari ก็ต้องยอมล้มละลายด้วยหนี้สินของเมืองที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท) และต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือด้วยแผนที่ค่อนข้างสาหัสเพื่อใช้หนี้ภายใน 18 ปี เช่น ต้องลดจำนวนและเงินเดือนของข้าราชการ ลดขนาดโรงพยาบาล ลดจำนวนโรงเรียน ขึ้นภาษี ฯลฯ แต่ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จเมื่อให้เอกชนเข้ามาช่วยในด้านการโฆษณาโดยใช้จุดขายที่ว่าเป็นเมืองแห่งความรัก เพราะเป็นเมืองที่มีอัตราการหย่าน้อยที่สุด (ก็เมืองแทบจะไม่มีคนแล้วนี่หว่า เหลือแต่ผู้สูงอายุ เหอๆ) ด้วยการสร้าง Mascot ประจำเมืองพร้อมคำขวัญ "No Money but Love" ทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้ให้กับเมืองจำนวนมาก

โครงการของเมือง Yubari "ถึงจนแต่ก็รัก" Mascot เป็นคู่เมลอนชาย-หญิง
สำหรับที่ที่ตั้งใจไปในครั้งนี้ก็คือพิพิธภัณฑ์เหมืองถ่านหิน ซึ่งข้างในจะแสดงเรื่องราวของเมืองในอดีต และมีเอาเหมืองของจริงมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์แบบสมจริงให้คนเดินดู (สมจริงมาก..... ใช้เหมืองจริง ทางเดินมืดๆ ไฟสลัวๆ ก่อนเข้าต้องใส่หมวกที่ติดไฟส่องทางแบบที่คนงานใช้ ยังดีว่าทำทางเดินสำหรับคนทั่วไปแล้ว ไม่ต้องปีน ไม่ต้องมุด ไม่ต้องคลาน) นอกนั้นก็มีพวกห้องแสดงภาพ หรือของสะสมเกี่ยวกับภาพยนตร์ เพราะ Yubari เป็นสถานที่จัดงานภาพยนตร์นานาชาติ Yubari International Fantastic Film Festival ประจำอยู่แล้ว
ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ ต้นไม้บางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว
ส่วนที่เป็นเหมืองจะมีหุ่นมาตั้งไว้ให้เห็นชีวิตของคนงานทำเหมืองในอดีต
แล้วก็มีพวกเครื่องมือทำเหมืองในอดีต
เดินขึ้นบันไดตรงทางเดิน แล้วลองหันกลับถ่ายลงไป.....ขนาดมีแฟลชก็ยังมืดสนิท
รูปนี้ต้องเอามาเพิ่มแสงเอง ไม่งั้นมองอะไรไม่เห็น
ใกล้ๆพิพิธภัณฑ์มีที่แสดงของเกี่ยวกับภาพยนตร์ คือ Cinema Cafe กับ Art Gallery
(แสดงภาพวาดของ Takeshi Kitano ดาราญี่ปุ่น ...ถือว่าเกี่ยวกับภาพยนตร์คงได้ เหอๆ)
Cinema Cafe ข้างในมีร้านอาหาร แล้วก็มีโปสเตอร์โฆษณาหนังตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
กับ Mini Theater ฉายตัวอย่างหนังที่กำลังจะฉาย .....มี Kamen Rider Decade ด้วย
มีหุ่น Monsters, Inc. ขนาดเท่าของจริง
(แต่อยากดู Gundam ขนาดเท่าของจริงมากกว่า เหอๆ)
หลังจากนั้นก็ออกไปดูอะไรก็ไม่รู้ เพราะตอนซื้อตัวเข้าพิพิธภัณฑ์ดันงก เห็นว่าถ้าซื้อตัวแบบรวมแล้วจะได้ลดราคาก็เลยซื้อแบบรวมทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็เลยต้องลำบากขับรถหาสถานที่กันอีก OTL
ที่แรกที่ไปเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงภาพถ่ายของเมือง Yubari ตั้งแต่อดีต ซึ่งวันที่ไปนับเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่บังเอิญมีงานแสดงภาพของ Daido Moriyama นักถ่ายรูปชื่อดังของญี่ปุ่นพอดี ทำให้มีคนไปดูเยอะ และกำลังเข้าแถวขอลายเซ็นคุณ Moriyama อยู่เป็นแถวยาว ผมก็เลยเข้าไปเดินดูในพิพิธภัณฑ์ประมาณ 5 นาทีแล้วก็ออกมาขึ้นรถโดยไม่สนใจนักถ่ายรูปชื่อดัง (ก็ไม่รู้จัก จะไปสนทำไม เหอๆ)
ส่วนอีกที่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Shiawase no kiiroi hankachi (The Yellow Handkerchief of Happiness) ที่สร้างเมื่อปี 1977 และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงาน Japan Academy Prize ครั้งที่ 1 เมื่อปี 1978 ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก มีบ้านเล็กๆ 1 หลัง ข้างในมีรถที่ใช้ในการถ่ายทำ 1 คัน แล้วก็มี TV ที่ฉายเรื่องนี้อยู่ แต่ที่น่าสนใจคือภายในบ้านเต็มไปด้วยกระดาษสีเหลืองที่มีข้อความจากผู้มาเยือนติดไว้มากมายทั้งผนังและเพดาน .......แต่ก็แค่นั้นแหละ เดินดูแป๊บนึงแล้วก็ออก เหอๆ
ภายในบ้านมีแต่สีเหลืองกับแดง (ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะครับ :P)
มีคนไทยไปเขียนติดไว้ที่ผนังด้วย ใครก็ไม่รู้เนอะ เหอๆ
หลังจากนั้นก็ออกจาก Yubari ไปถึงโรงแรมที่ Sahoro แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะมืดแล้ว เลยเล่นเกมแล้วก็นอน
วันที่ 6 จาก Sahoro ไป Furano
ที่ Sahoro นี้จริงๆก็ไม่ได้มาทำอะไรนอกจากนอนเพื่อเป็นทางผ่านอย่างเดียวครับ แต่ไหนๆก็มาอยู่โรงแรมนี้แล้วตอนเช้าก่อนออกจากโรงแรมก็เลยออกไปเดินเล่นดูแกะซะหน่อย (.....โรงแรมเป็นฟาร์มแกะครับ) ดูไปแป๊บนึงฝนก็ตก(อีกแล้ว) ก็เลยกลับเข้าโรงแรมเก็บของ Checkout ไปเลย
ฝูงแกะเพียบ .......ที่มานอนโรงแรมนี้เพราะคนจองมันอยากดูแกะนี่แหละ OTL
สามารถเปิดประตูรั้วแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ๆได้ด้วย จับก็ได้ แกะเชื่อง
หลังจากนั้นก็ออกจากโรงแรมไปที่เมือง Furano เมืองเล็กๆแต่มีทุ่ง Lavender อันโด่งดัง เพื่อกินไอติม Lavender .........ไม่ใช่ละ
เพื่อดูดอก Lavender แต่หารู้ไม่ว่า Lavender น่ะ มันเลยฤดูจนไม่เหลือดอกแล้ว OTL
เริ่มมาถึงก็กินไอติมกันก่อน ดอกไม้ไว้ทีหลัง เหอะๆ
ไอติมรส Lavender สีม่วง มีกลิ่นเหมือนดอก Lavender (...แหงดิ) ก็อร่อยใช้ได้
ถึงจะไม่มี Lavender (จริงๆยังมีอีกนิดนึง อยู่ในเรือนกระจก)
แต่ดอกอื่นๆก็ยังมีอีกเยอะ ส่วนมากจะเป็น Marigold กับ Salvia
ดอกสีเหลืองกับส้มเป็น Marigold ส่วนสีม่วงกับแดงเป็น Salvia
ฟ้าเริ่มมืดอีกแล้ว
ขึ้นมาถ่ายจากบนอาคาร เห็นดอกไม้เป็นแถบสี
ตรงนี้จำไม่ได้ว่าดอกอะไร สีม่วงนี่ไม่แน่ใจว่าเป็นดอก Lavandin รึเปล่า
(Lavandin เป็นพันธุ์ผสมของ Lavender ทนกว่า แต่หอมน้อยกว่า ราคาเลยถูกกว่า
ที่นั่นจะมีป้ายชื่อบอกเป็นภาษาญี่ปุ่น ทีแรกก็งงตั้งนานว่าอะไรวะ ลาบันจิน เหอะๆ)
อันนี้เป็นพวกดอกไม้แห้ง มีไว้ขายครับ
พออกจากฟาร์มดอกไม้ก็ไปดูโรงงานทำชีส พิซซ่า และไอศกรีม(ลองเขียนแบบถูกหลักภาษาแล้วรู้สึกแปลกๆ เหอๆ) แต่ไม่รู้ว่าเพราะเป็นวันเสาร์รึเปล่า เลยไม่มีคนงานทำการผลิตให้ดูเลย มีแต่คนขาย ยกเว้นพิซซ่าที่ต้องผลิตแบบสดๆเพื่อขาย ก็เลยไปชิมชีสที่เค้าให้ชิมฟรีนิดนึงกับกินไอติมต่อ(อีกรอบ เหอๆ) แล้วระหว่างที่คนอื่นยังกินไม่เสร็จก็ลองเดินเล่นแถวนั้นแล้วก็เจอสุสาน.....อีกแล้ว อยู่ติดๆกับโรงงานเลย มันไม่มีที่อื่นจะไปตั้งโรงงานแล้วรึไงก็ไม่รู้ -_-
สิ่งที่เจ๋งที่สุดในโรงงานคือ กองทัพนักดนตรีตุ๊กตาไม้ที่เอาไว้ตั้งโชว์
(ก็โรงงานไม่ยอมผลิตชีสกับไอติมให้ดูนี่ เหอๆ)
แล้วก็ออกไปดูโรงงานไวน์อีก 2 ที่ ซึ่งก็เปิดให้เข้าไปดู แต่ไม่มีการผลิตทั้ง 2 ที่ มีแต่ให้ชิมกับขายของ (ต้องเพราะเป็นวันเสาร์แน่ๆเลย) ก่อนไปกินอาหารเย็น
ฟ้าหลังฝน(.....ที่ตกๆหยุดๆทั้งวัน) มีรุ้งชัดมาก เห็นมีคนนึงออกจากบ้านมาถ่ายรูป
กับอีกคนจอดรถข้างทางเพื่อถ่ายรูป (แต่ของผมถ่ายมันบนรถที่วิ่งอยู่นี่แหละ เหอๆ)
เมฆฝนกำลังจะไปแล้ว
โรงไวน์ปิดในส่วนการผลิตหมด มีแต่ vdo ให้ดู
หลังกินอาหารเย็นเสร็จก็ไป Ningle Terrace ซึ่งเป็นร้านค้าต่างๆส่วนใหญ่ที่ขายของที่ระลึกแบบ Handmade (มีร้านอาหารอยู่ร้านนึง) ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา แต่ละร้านจะเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆสร้างลอยขึ้นมาจากพื้น(เพราะพื้นเป็นทางลาดลงไป) ส่วนทางเดินก็เป็นสะพานไม้เชื่อมต่อกันทุกร้าน(สะพานไม้แบบแข็งแรงมาก กรุณาอย่านึกถึงไม้แบบไทยๆ) ตอนกลางคืนจะประดับไฟทั้งหมด พอเดินดูจนครบก็กลับโรงแรม นอน
Ningle Terrace ร้านขายของที่ระลึกแบบหรู (ราคาก็หรูตาม เหอะๆ)
ก็ผ่านไปเกินครึ่งแล้วครับ สำหรับฮอกไกโดรอบนี้ ตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจแล้วครับว่า .....จะไม่สามารถทำให้จบลงภายใน 5 ตอนตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกได้แน่ๆแล้ว เหอๆ มันเยอะเกินกว่าปีที่แล้วมากจริงๆ นี่ก็พยายามตัดไปหลายรูปแล้ว แต่ก็ยังเยอะอยู่ ยังไงก็จะพยายามทำให้จบภายในเดือนนี้ละกันครับ (ที่เหลืออีก 4 วัน ก็น่าจะประมาณอีกซัก 2 ตอนได้....................ละมั้ง)


รอดูวันต่อไปนะครับ
#1 By salemanbps on 2009-09-14 00:10