Hokkaido - August 2009 (Part 5)
posted on 20 Sep 2009 17:25 by srpggต่อจากวันอาทิตย์ที่แล้วครับ
Part 1 ( http://srpgg.exteen.com/20090901/hokkaido-august-2009-part-1 )
Part 2 ( http://srpgg.exteen.com/20090905/hokkaido-august-2009-part-2 )
Part 3 ( http://srpgg.exteen.com/20090909/hokkaido-august-2009-part-3 )
Part 4 ( http://srpgg.exteen.com/20090913/hokkaido-august-2009-part-4 )
คราวนี้ก็มาถึงวันที่ 7 แล้วครับ ใกล้จะหมดแล้ว
วันที่ 7 อยู่ใน Furano แล้วไป Asahidake และ Tenninkyo แล้วกลับ Furano
สำหรับวันนี้เป็นวันที่เปียกแฉะที่สุดแล้วครับ ฝนตกๆหยุดๆ แล้วต้องเดินตากฝน แดดก็ไม่มี อากาศก็เย็น รอดมาได้โดยที่ไม่ป่วยนับว่าบุญมาก.....
เริ่มจากตอนเช้าออกจากโรงแรมไปที่ Kaze no Garden หรือ สวนแห่งลม ที่อยู่ติดกับ Ningle Terrace ที่พึ่งไปมาเมื่อคืนวันที่ 6 ซึ่งผมพึ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันมานี่เองว่า Kaze no Garden นี้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง Kaze no Garden ที่พึ่งฉายทางช่อง Fuji TV ในญี่ปุ่นไปเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่า Kaze no Garden นี้เป็นสวนที่ตั้งชื่อตามละคร หรือ ละครตั้งชื่อตามสวน กันแน่
ที่ใกล้ๆโรงแรมมีบอลลูนให้ขึ้นด้วย (พอดีโรงแรมมอยู่บนเขา) แต่ไม่ได้ขึ้นหรอก
บริเวณทางเข้าของ Kaze no Garden ซึ่งก็อยู่บนเขาเหมือนกัน
(จริงๆน่าจะเรียกว่าทางออก เพราะเดินเข้ามาแล้วหันกลับไปถ่าย)
Kaze no Garden สถานที่ถ่ายทำเรื่อง Kaze no Garden (ฟังแล้วงงๆดี เหอๆ)
ไม่รู้เรื่องนี้จะได้เข้าไทยมั้ย เพราะช่วงนี้กระแสเกาหลีแรงกว่าญี่ปุ่น
ที่ดอกไม้มีผึ้งมากมาย ตัวใหญ่ประมาณ 1 ข้อนิ้วมือได้
มีบ้านที่ใช้ถ่ายทำละครด้วย ตอนนั้นก็สงสัยว่าบ้านใคร ทำไมมีคนมาดูเยอะแยะ
ที่แท้ก็บรรดาแฟนๆละครนี่เอง (...ละมั้ง เหอๆ)
หลังจากนั้นก็ไปที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะลวงตา Trick Art Museum ปกติผมจะเป็นพวกที่ไม่ถูกกับศิลปะทุกชนิด แต่ต้องยอมรับว่าอันนี้เจ๋งจริง
ระหว่างทางไป Trick Art Museum
เห็น Trick Art Museum อยู่ใกล้ๆแล้ว ตัวตึกจริงๆเป็นแค่ตึกที่เรียบๆแล้วทาสีเอา
ไม่มีหน้าต่างหรือรูปปั้นอะไรทั้งนั้น..... เรียกว่าหลอกกันตั้งแต่ยังไม่เข้าไปข้างใน
ภาพวาดบนฝาผนังเป็นรูปปั้น เหมือนมาก
ภาพเสื้อ มือจริง
ภาพโหลใส่เงิน มือจริง ถือแบงค์จริง
ภาพตู้จดหมายกับซองจดหมาย มือเท่านั้นที่เป็นของจริง
ภาพทำไข่ดาว มีแต่มือเท่านั้นที่เป็นของจริง
(แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าภาพนี้จะทำอะไร จะเทไข่ดาวแล้วเอามีดเสียบ ? )
ภาพวาดบนพื้นก็มี อันนี้เป็นแมวอยู่ในกล่อง
พอออกจากพิพิธภัณฑ์ก็ไปกินอาหารที่อยู่ข้างๆ เป็นร้านบาร์บีคิวแบบให้ทำกันเอง คือ จะเอาของมาเองแล้วเช่าโต๊ะที่มีเตาของเค้า หรือจะซื้อวัตถุดิบจากเค้าเลยก็ได้ (แน่นอนว่าของผมต้องเป็นแบบหลัง) ซึ่งที่นั่งจะอยู่ข้างนอกอาคาร แต่มีหลังคา สามารถนั่งกินอาหารพร้อมดูวิวกลางแจ้งได้.........แต่แล้วฝนก็ตกหนัก แล้วฝนก็สาดเข้ามา แต่นั่งไปแล้ว กินไปแล้ว ก็เลยทนๆไป เปียกนิดหน่อยไม่เป็นไร ครั้งที่ 1
อันนี้อยู่ที่ร้านอาหารข้างๆพิพิธภัณฑ์ .....และฝนกำลังจะตก
พอกินอาหารเสร็จฝนก็หยุดพอดี แล้วก็ออกไปดูทุ่ง Lavender อีกรอบ แต่คราวนี้เตรียมใจไว้แล้วว่าคงจะไม่มี Lavender เหมือนเดิม แล้วก็เป็นไปตามนั้น คือ Lavender ไม่เหลือดอกแล้ว มีเหลือนิดๆอยู่ตรงมุมแปลงเป็นกลุ่มสี่เหลี่ยมแบบผิดธรรมชาติ เลยคิดว่าเค้าคงเอาออกจากเรือนกระจกมาให้คนดูโดยเฉพาะ ถึงจะนิดเดียว แต่ก็ถือว่าใจดีมาก เพราะเปิดให้ดูฟรีอยู่แล้วยังอุตส่าห์ลำบากเก็บ Lavender นอกฤดูเอามาลงในแปลง ซึ่งก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอก อากาศไม่เหมาะสม
ระหว่างที่เดินดูดอกไม้อยู่ก็รู้สึกว่าฟ้าเริ่มมืดก็เลยจะกลับไปขึ้นรถ แต่ก็ไม่ทัน ฝนตกหนักอีกรอบ ก็เลยรีบวิ่งเข้าไปหลบในร้านขายดอกไม้ก่อน ซึ่งก็เปียกนิดหน่อยไม่เป็นไร ครั้งที่ 2 แต่รออยู่กว่า 10 นาทีฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พ่อก็เลยเดินฝ่าฝนไปเอารถมาจอดใกล้ๆร้านแล้วก็เอาร่มมาให้ (พอดีพ่อผมไม่เคยกลัวฝนครับ เหอะๆ) แต่ร่มมีน้อยกว่าจำนวนคน แล้วขี้เกียจรอให้คนเดินไปมาเพื่อส่งร่ม ผมก็เลยวิ่งฝ่าฝนขึ้นรถไป เปียกนิดหน่อยไม่เป็นไร .....ครั้งที่ 3
ก็เหมือนเดิม คือ ไม่มี Lavender แต่ก็ยังมีดอกอื่นอีกเยอะ
..........และส่วนมากก็เป็นดอก Marigold กับ Salvia เหมือนเดิม
กลุ่มดอกแดงปะทะกลุ่มดอกเหลือง :P
ฟาร์มนี้เล็กๆ(เรอะ)ครับ อยู่ข้างทาง ไม่มีอะไรมาก จอดรถก็ถึงดอกไม้เลย
ฟ้าเริ่มมืดอีกแล้ว
ถ่ายจากมุมสูง (สวนอยู่บนเนิน) แล้วฝนก็เริ่มตกตรงนี้แหละ
รถอยู่ริมขวาสุด วิ่งไปยังไงก็ไม่ทัน
ต่อจากนั้นก็ออกจาก Furano ไปที่ Asahidake ภูเขาที่สูงที่สุดในฮอกไกโด ซึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Daisetsuzan อุทยานที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งพอไปถึงฝนก็หยุดพอดีอีกแล้ว ก็เลยจะไปซื้อตั๋วกระเช้าขึ้นไปบนเขา แต่ตรงเคาเตอร์ขายตั๋วจะมีป้ายรายงานสภาพอากาศบนเขาในตอนนั้น แล้วคนขายก็เน้นให้ดูที่ป้ายก่อน ปรากฏว่าตอนนั้นบนเขา 6 ํC (.....ฤดูร้อนอันหนาวเหน็บ OTL ) ก็เลยต้องเปลี่ยนแผนกันเล็กน้อยโดยกลับไปที่รถเพื่อเอาอุปกรณ์ป้องกันความหนาวก่อน ซึ่งผมไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ชุดที่ใส่อยู่ก็มีแค่เสื้อยืดแขนสั้นธรรมดา (ก็เห็นว่าเป็นฤดูร้อน เลยขี้เกียจแบกเสื้อกันหนาวมา เพราะเช็คแล้วว่าอุณหภูมิประมาณ 20 ํC ไม่นึกว่าจะเจอวันที่ต่ำกว่า 10 ํC ด้วย -_- ) กระเป๋าเสื้อผ้าก็ทิ้งไว้ที่โรงแรม ยังดีที่แม่เตรียมเสื้อแขนยาวมาไว้ให้บนรถด้วย ก็เลยเอามาใส่ทับอีกชั้น แล้วก็กลับไปซื้อตั๋วขึ้นไปบนเขา พอมาถึงบนเขาลงจากกระเช้าก็มีเจ้าหน้าที่มาอธิบายแผนที่เส้นทางบนเขาให้ฟัง แต่พอเห็นว่ามีคนที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นก็เอาแผ่นพับที่เป็นภาษาอังกฤษมาให้ แล้วก็บอกให้อ่านเอง ซึ่งแผ่นพับก็มีแค่อธิบายเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับ Asahidake ไม่มีแผนที่ทางเดินให้ ก็ไม่เป็นไร เดินมั่วเองก็ได้ เหอะๆ
พอเดินออกจากสถานีกระเช้าก็ได้เห็นกับวิวสีเทา....... มีแต่หมอกครับ ถึงจะบอกว่าอยู่บนเขาที่สูงที่สุดของฮอกไกโดแล้ว แต่กลับมองอะไรไม่เห็นเลย เพราะเห็นแต่หมอก คิดว่าฝนที่พึ่งหยุดก็น่าจะมีส่วนทำให้หมอกหนาขนาดนี้ ก็เลยทำได้แค่เดินตามทางโดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า
พอลงจากกระเช้าก็เดินขึ้นเขาต่อ เห็นแต่หมอก อาคารข้างล่างนั่นคือสถานีกระเช้า
เส้นทางชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมน ไม่รู้จะต้องเจอกับอะไรในอนาคต :P
อุทยาน Daisetsuzan Asahidake สูง 2,290 เมตร (ไม่เห็นวิว ถ่ายป้ายก็ได้ฟะ)
พอเดินมาได้ซักพักจนถึงจุดชมวิวที่ 1 แล้วเห็นว่าทางเดินเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผู้ใหญ่เดินลำบาก แต่พ่อยังอยากเดินต่อก็เลยแยกเป็น 2 กลุ่ม ให้ผู้ใหญ่กลับไปรอที่สถานี แล้วพ่อกับน้องจะเดินต่อ ส่วนผมเริ่มขี้เกียจเดินแล้ว แต่ยังอยากรู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร (มันมองไปไกลๆไม่เห็นจริงๆ) ก็เลยเลือกจะเดินต่อไปด้วย แต่พอเดินไปได้นิดนึงฝนก็ตก ก็เลยได้เปียกครั้งที่ 4 เปียกนิดหน่อยไม่เป็นไร .......ซะเมื่อไหร่ OTL
รอบนี้ฝนตกหนักครับ ถึงจะไม่ได้หนักขนาดเปียกทั้งตัวเหมือนโดนน้ำสาด แต่มันก็หนักเกินกว่าที่จะเรียกว่าตกปรอยๆ ถึงขนาดหัวเปียกหมดก็แล้วกัน แล้วพ่อก็ยังไม่สน ยังจะเดินต่อ (อย่างที่บอกครับ .....พ่อผมไม่เคยกลัวฝน OTL ) น้องก็จะเดินต่อ ผมก็เลยต้องเดินตากฝนต่อไป เพราะจะให้วิ่งกลับไปคนเดียวก็ไม่ไหว กลัวหลงทางเหมือนกัน เหอๆ ถึงจะเดินตามทางเดินแต่ก็มีทางแยกด้วย แล้วพอดีเป็นพวกหลงทางง่ายถึงขนาดเคยหลงทางในจุฬามาแล้วก็เลยไม่ค่อยอยากเสี่ยง (พอดีตอนนั้นยังเป็นนักเรียนแล้วมันมืดแล้วก็เลยงงๆ จะเดินออกประตูอักษรกลับโรงเรียนทางฝั่งถนนอังรีดูนังต์ ดันไปโผล่ประตูวิทยาฝั่งถนนพญาไท.......รู้สึกมันจะอยู่คนละฟาก OTL )
แต่หลังจากเดินตากฝนไปซักพักก็เจอกับแอ่งน้ำขนาดใหญ่ และเห็นอะไรสีขาวๆอยู่ที่ขอบ ซึ่งตอนนั้นเห็นอยู่ไกลๆ แล้วยังเจอทั้งหมอกทั้งฝน ก็เลยมองไม่ชัด แต่สิ่งที่ผมคิดครั้งแรกก็คือ หิมะ ? แล้วทั้งพ่อกับน้องก็บอกว่าหิมะ แต่ผมยังคิดต่อว่านี่มันฤดูร้อน หิมะไม่น่าจะอยู่ถึงฤดูร้อนได้ แล้วมันคืออะไร ? ก็เลยยืน(ตากฝน)เถียงกันอยู่ตรงนั้นแป๊บนึงว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วก็เดินต่อไปโดยที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ามันคืออะไร (.....แต่รู้สึกจะมีผมคนเดียวมั้งที่ไม่สรุป คนอื่นฟันธงว่าหิมะไปหมดแล้วว่าหิมะ เหอะๆ)
พอเดินไปอีกนิดนึงบังเอิญเจอเจ้าหน้าที่ 2 คน ใส่เสื้อกันหนาวแบบกันฝนได้ พร้อมเป้ใส่อุปกรณ์ใบใหญ่ (เตรียมพร้อมกันแบบสุดๆ พอดูตัวเองแล้วอนาถ) เดินเข้ามาถามว่ากำลังจะไปไหนด้วยภาษาอังกฤษ (คงนึกว่าเป็นนักท่องเที่ยวหลงทาง เดินตากฝน น่าสงสาร) พ่อก็เลยตอบไปว่าไม่ได้จะไปไหน แค่เดินดูรอบๆเฉยๆ เค้าก็อึ้งๆไปนิดแล้วก็ยิ้มๆ (คงไม่นึกว่าจะมีใครบ้าเดินเล่นตอนฝนตกโดยไม่มีร่มหรือเสื้อกันฝนอะดิ) แล้วก็เลยยืน(ตากฝน)คุยกับเจ้าหน้าที่อีกนิด ก่อนจะไปพ่อก็นึกได้เลยถามว่าที่อยู่ตรงแอ่งน้ำนั่นหิมะใช่มั้ย เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าใช่ เป็นหิมะ แต่ไม่ได้มีตลอด อย่างปีที่แล้วก็ไม่มี .......ก็เลยสรุปว่ามันคือ หิมะในฤดูร้อน จริงๆ
ทางเดินแฉะมากเพราะฝน นี่ยังพึ่งเริ่ม บางช่วงน้ำท่วม ต้องเดินบนหินก้อนใหญ่ๆ
เห็นอะไรขาวๆก็ไม่รู้ ใจนึงบอกว่าหิมะ อีกใจบอกว่าไม่น่าใช่ .....แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอะไร
แต่สุดท้ายก็ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่ามันคือ หิมะ.......ในฤดูร้อน
หลังจากนั้นพอรู้ว่าพอจะยอมกลับแล้วก็เลยรีบเดินนำหน้ากลับไปที่สถานีกระเช้า เพราะหัวเปียกแฉะ ตัวก็เริ่มหนาวแล้ว แต่พอใกล้จะถึงสถานีฝนดันหยุด..... OTL แต่ก็ช่างมัน ไม่เดินต่อแล้ว หนาว ก็เลยเดินเข้าสถานีถอดเสื้อแขนยาวที่ใส่ทับออก ยังดีว่าเสื้อที่ใส่ข้างในกับกางเกงไม่เปียกมาก (ยกเว้นช่วงล่างๆที่น้ำกระเด็นใส่ตอนเดิน ขนาดในรองเท้ายังเปียก) ก็เลยลงกระเช้าไปแบบนั้นได้เลย
พอลงมาถึงข้างล่างก็ออกรถไปต่อที่ Tenninkyo เพื่อไปดู Hagoromo no Taki หรือ น้ำตกอาภรณ์สวรรค์ (ตั้งชื่อให้เองครับ....... Hagoromo no Taki = 羽衣の滝 เห็นว่า Hagoromo ใช้อักษรตัวเดียวเดียวกับ Hagoromo Kitsune ปิศาจจิ้งจอกอาภรณ์สวรรค์ในเรื่อง Nurarihyon no Mago พอดี เหอๆ) ซึ่งก็ต้องเดินจากที่จอดรถเข้าไปอีก 800 ม. ไป-กลับก็ 1.6 กม. แล้วตอนกลับฝนก็ตกลงมาอีกรอบ.......ก็เลยได้เปียกครั้งที่ 5 แต่ครั้งนี้แค่ตกปรอยๆ ช่างมัน แค่นี้กระจอกมากเมื่อเทียบกับฝนบน Asahidake OTL พอถึงรถก็ตอนเย็น ไม่ไปไหนแล้ว ย้อนกลับไปที่ Furano เลย
ออกจาก Asahidake ไป Tenninkyo
เดินเข้าไป 800 ม. ตอนแรกนึกว่ามีแค่นี้.......มันก็แค่ฝายธรรมดา
แต่เดินเข้าไปอีกนิดก็เจอของจริง น้ำตกอาภรณ์สวรรค์ Hagoromo no Taki
พึ่ง 5 โมงกว่าฟ้าเริ่มมืด(แบบแปลกๆ)แล้ว
อีกซักรูป รู้สึกมันมืดแบบแปลกๆ เหมือนมืดเพราะเมฆ
คราวนี้ขอตัดจบแค่วันเดียวก่อนละกันครับ เพราะถ้าจะต่ออีกวันเกรงว่าจะโหลดโหดเกินไป พอดีว่าวันนี้ไป 4 ที่ รูปก็เลยเยอะกว่าวันอื่นๆหน่อย(มั้ง..... รู้สึกปกติรูป 2 วันรวมกันยังไม่เท่าวันนี้วันเดียว เหอะๆ)


ภาพสวยๆ ทั้งนั้นเลยคะ อิอิ
ว่าแต่ผึ้งตัวใหญ่้จังนะ - -''
#1 By ★ ナ イ ス ☆ on 2009-09-20 21:02